![]()
GULF คงเป้าปี69 เป้ารายได้รวม โต 10-15% ขณะที่ไตรมาส 2/69 โตขึ้นจากไตรมาส 1/69 ธุรกิจไฟฟ้าหนุน จ่อออกหุ้นกู้ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ช่วงเดือนก.ย.นี้ เสนอขายประชาชนทั่วไป พร้อมกางแผนลงทุน 5ปี (2569-2573) ระดับ 1.3-1.4 แสนลบ. มุ่งขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยในงาน GULF: Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 วันที่ 4 มิ.ย.2569 โดยระบุว่า บริษัทคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตขึ้น 10-15% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 135,596 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ (net profit) อยู่ที่ 86,562 ล้านบาท ตามการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทฯ
นอกจากนี้ ยังรับรู้ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะที่ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ที่มีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน ประกอบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นอกจากการเติบโตในธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore.ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุน 5 ปี (ปี2569-2573) อยู่ที่ 130,000- 140,000 ล้านบาท มุ่งเน้นขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 70% ,ธุรกิจก๊าซฯ และทรัพยากร 10% ธุรกิจGulf Edge 10% ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 5% และอื่นๆ 5% เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง
“สำหรับดีล M&A บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาในหลายโครงการ ทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศ ขนาดโครงการอยู่ที่ 100 -400 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน”
นางสาวยุพาพิน กล่าวอีกว่า ในเดือนกันยายนปีนี้ บริษัท มีแผนจะออกหุ้นกู้ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปด้วย จากต้นปีที่ออกหุ้นกู้ไปแล้ว 35,000 ล้านบาท รวมถึง มีแผนจะออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์อีก 400- 600 ล้านดอลลาร์ฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสม
ส่วนแผนนำเข้าก๊าซ LNG ในปีนี้ บริษัท มีแผนขยายการนำเข้า LNG ประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ นำเข้ามาแล้ว 18 ลำ หรือ ประมาณ 1.2 ล้านตัน คิดเป็นกำไร ประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปีนี้ จะรับรู้กำไร 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธุรกิจLNG ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งในแง่ของราคาและปริมาณ เนื่องจากบริษัทได้วางแผนกระจายการจัดซื้อLNG ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลียอเมริการใต้ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น ขณะที่ต้นทุนราคาก๊าซฯที่เพิ่มขึ้น บริษัทยังสามารถส่งผ่านต้นทุนให้กับรัฐตามสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้า
ส่วนธุรกิจ data center คาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ หลังจากได้เริ่มจัดทำศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์แล้ว และปี2570 จะดำเนินโครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ ต่อไป โดยคาดว่า ธุรกิจ data center จะมีรายได้อยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ต่อปี และมีกำไรอยู่ที่ 20 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ต่อปี
