KTIS มั่นใจงวดปี 65/66 (ต.ค.66-ก.ย. 66) เติบโตทั้งปริมาณผลิตและรายได้

ผู้ชมทั้งหมด 612 

KTIS มั่นใจผลประกอบการงวดปี 65/66 (ต.ค.66-ก.ย. 66) เติบโตขึ้นจาก งวดปี 64/65 (ต.ค.64-ก.ย. 65) จากปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้นและราคาน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ดี หนุนรายได้ทุกธุรกิจขยายตัวขึ้น ขณะที่ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ เฟส 1 หีบอ้อยเพิ่ม 1.8 ล้านตัน หนุนผลิตเอทานอลแตะ 140 ล้านลิตร คาดรับรู้รายได้ 3,600-3,700 ล้านบาท  

นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Oppday Q2/2022 บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) KTIS เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2565 โดยระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการในงวดปี 65/66(ต.ค.65-ก.ย.66) จะเติบโตขึ้นจากงวดปี 64/65 ทั้งปริมาณการผลิตอ้อยและรายได้จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดหีบอ้อยได้ในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งปริมาณผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศและของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำฝนที่มีมาก ประกอบกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้ชาวไร่อ้อยจะหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นและได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ดังนั้นในส่วนของบริษัท ก็คาดว่า จะมีปริมาณอ้อยปี65/66 เพิ่มขึ้นจากปี64/65 ประมาณ 15-20%

“ราคาน้ำตาลวันนี้ เฉลี่ย 18-20 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งการขายน้ำตาลต่างประเทศจะอิงกับบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ในการคำนวณราคาอ้อย โดยอนท.ขายน้ำตาลไปแล้ว 50% ของบริษัทก็ใกล้เคียงกัน ทำให้ได้ราคาบวกพรีเมี่ยม เฉลี่ยอยู่ที่ 20 เซนต์ต่อปอนด์ ฉะนั้นปี65/66 จะยังเป็นปีที่ราคาน้ำตาลยังดีอยู่”

ส่วนทิศทางรายได้ปี65/66 นั้น คาดว่า จะเห็นการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นจากปี64/65 ทั้งในส่วนของธุรกิจเดิม อย่าง ธุรกิจน้ำตาล ที่จะได้รับปัจจัยหนุนจากปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่ในเกณฑ์ดี และเงินบาทอ่อนค่า จะส่งผลให้ธุรกิจน้ำตาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมากพอสมควร ขณะที่ธุรกิจที่เป็นผลพลอยได้จากน้ำตาล อย่างธุรกิจเอทานอล ไฟฟ้า และเยื่อกระดาษ ก็จะเติบโตขึ้น โดยปริมาณการผลิตเอทานอลจะเติบโตตามปริมาณการหีบอ้อยที่เพิ่มขึ้นและราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ธุรกิจไฟฟ้า ก็จะมีปริมาณชานอ้อยเพิ่มจามปริมาณการหีบอ้อย รวมถึงการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าของภาครัฐก็จะเป็นปัจจัยหนุน ส่วนธุรกิจเยื่อกระดาษ ที่แบ่งออกเป็นในส่วนของบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และลูกค้าเก่านั้น ก็จะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น และราคาเยื่อกระดาษ ในต่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี ราว 1,000 ดอลลาร์

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจใหม่ อย่างโครงการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากชานอ้อย(EPAC) จะเริ่มเดินเครื่องผลิตในเดือนต.ค.นี้ จะทำให้มีรายได้เกิดขึ้นพอสมควรในปี65/66 และราคาบรรจุภัณฑ์ก็อยู่ในเกณฑ์ดี 2,000-2,500 ดอลลาร์ต่อตัน

ส่วนโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) เฟส 1 ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท จีจีซี เคทิสไบโออินดัสเทรียล จำกัด (GKBI) บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม KTIS และ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC ซึ่งมีโรงงานผลิตเอทานอล ปัจจุบันทดลองผลิตกว่า 4 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งในปี65/66 คาดว่าจะหีบอ้อยเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือ อยู่ที่ 1.8 ล้านตัน จะทำให้เกิดปริมาณเอทานอลเพิ่มเป็น 140 ล้านลิตร สร้างรายได้ประมาณ 3,600-3,700 ล้านบาท ไม่รวมกับรายได้จากการขายไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น

ขณะที่โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) เฟส 2 ที่ดำเนินการเพื่อรองรับการลงทุนของบริษัท NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพระดับโลก เพื่อผลิตพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้จากวัสดุธรรมชาติ รวมไปถึงเป็นโรงไฟฟ้าแบบชีวมวล โดยทาง NatureWorks ใช้งบลงทุนราว 1,430 ล้านบาท ปัจจุบันปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆแล้ว ซึ่ง NatureWorks มีแผนจะเริ่มการผลิตในปี 67 ดังนั้น การพัฒนาโครงการฯ จะต้องแล้วเสร็จก่อนที่ NatureWorks จะดำเนินการผลิตอย่างแน่นอน