PTT คาดผลประกอบการ Q2/67 ดีขึ้นจาก Q1/67

ผู้ชมทั้งหมด 125 

ปตท.คาดผลประกอบการไตรมาส 2ปีนี้ ดีขึ้นจากไตรมาส 1 ชี้ต้นทุนราคาก๊าซฯปรับลดลง ธุรกิจไฟฟ้ามาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวหนุนยอดขายน้ำมัน แม้ธุรกิจปิโตรเคมี ยังได้รับผลกระทบจากกำลังผลิตเพิ่ม ส่วนธุรกิจใหม่(EV) บริษัทร่วมทุน “เอไอออเนกซ์” เตรียมส่งมอบรถไฟฟ้า 2 ล้อในปีนี้ พร้อมเล็งจ้าง OEM ในไทยผลิตและประกอบรถภายใน 3-5 ปี ด้าน นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย” ลุยเจรจาลูกค้าลุยก่อสร้างโรงงานผลิต คาดเสร็จปี 2568 ส่วน “เอฟทีวัน คอร์เปอเรชั่น (“FT1”)” อยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงทุน คาดชัดเจนภายไตรมาส 3-4 ปีนี้ หวังรุกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

นายธนพล ประภาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผย ในงาน Oppday Q1/2024 PTT วันที่ 27 พ.ค.2567 โดยระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของปตท.ในช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แม้ว่าราคาปิโตรเคมีจะมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก และกำลังการผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจก๊าซฯ ยังขึ้นอยู่กับต้นทุนและราคาขาย ซึ่งคาดว่าราคาก๊าซฯ และ Spot LNG ที่นำเข้าปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนก๊าซฯโดยรวมลดลง แต่อย่างไรก็ดี ปตท.ยังคงได้รับความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯไปใช้ระบบกลไกราคา “Single Pool Gas Price”

ปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของปตท.ในปีนี้ ในส่วนของ IMF ได้คาดการณ์ GDPโลกจะเติบโตอยู่ที่ 3.2% และGDPไทย เติบโต 2.7% จะส่งผลดีต่อความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซฯ ซึ่งปตท.คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้จะอยู่ในกรอบ 79-89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก๊าซLNG อยู่ที่ 9.7-10.7 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และค่าการกลั่น SG GRM จะอยู่ที่ 5.7-6.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ส่วนทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจในกลุ่มปตท.ในปี2567 ในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) ภายใต้การลงทุนของ ปตท.สผ.คาดว่า ปริมาณการขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศของโครงการ G1/61(เอราวัณ) และปตท.สผ.ยังคงรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ แต่อย่างไรก็ดีราคาขายเฉลี่ยคาดว่าจะปรับลดลงเล็กน้อยจากปริมาณการขายของG1/61 ที่เข้ามาเพิ่มเติม

ธุรกิจก๊าซฯ แม้ว่าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาSpot LNG ที่ลดลง แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาสู่ระบบกลไกราคา “Single Pool Gas Price” จะส่งผลให้มาร์จิ้นธุรกิจก๊าซฯลดลง อย่างไรก็ดี คาดว่าความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้น และโรงแยกก๊าซฯจะมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ตามกำลังการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว อีกทั้งการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกฯที่น้อยลงในปีนี้

ด้านธุรกิจน้ำมันคาดว่าปริมาณการขายจะฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น คาดว่ายังได้รับแรงจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ค่าการกลั่นปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(สเปรด)ของธุรกิจปิโตรเคมียังลดลง แต่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ความต้องการใช้จะฟื้นตัวขึ้นได้  

ส่วนธุรกิจไฟฟ้า คาดว่า ความต้องการใช้จะฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น และมาร์จิ้นมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทั้งจากราคาก๊าซฯ และถ่านหินที่ลดลง

ด้านธุรกิจใหม่ ในส่วนของธุรกิจEV คาดว่า ความต้องการใช้รถEV ยังเติบโตขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงจากการผลิตรถของฝั่งจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งมีความได้เปรียบจากต้นทุนและภาษี เข้ามาแข่งขันด้านราคากับผู้เล่นรายอื่นๆ ส่วนธุรกิจ Life science คาดว่า จะรักษาการผลิตและจำหน่ายยา Pharma ได้ทั้งในเอเชียและสหรัฐฯได้ในปริมาณเดิม

สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ที่กลุ่มปตท.ลงทุนผ่าน บริษัท เอ็นวี โกชั่น จำกัด (NV Gotion) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท นูออโว พลัส จำกัด (Nuovo Plus) และ บริษัท โกชั่น ไฮเทค จำกัด (Gotion) ในสัดส่วนการลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้า ประกอบ และจัดจำหน่ายโมดูลแบตเตอรี่และชุดแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)นั้น ได้เปิดโรงงานไปแล้วเมื่อปลายเดือนธ.ค.2566 และปัจจุบันได้ส่งมอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูงให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

อีกทั้งได้มีการจัดตั้ง บริษัท เอไอออเนกซ์ จำกัด (Aionex) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100%) กับ บริษัท Kwang Yang Motor Co., Ltd. (KYMCO) และบริษัท KYMCO CAPITAL PRIVATE EQUITY MANAGEMENT Co., Ltd. (KC) (บริษัทย่อย ที่ KYMCO ถือหุ้น) เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิตรถไฟฟ้า 2 ล้อ รวมถึงให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้า 2 ล้อนั้น ธุรกิจดังกล่าวมีแผนจะเริ่มส่งมอบภายในปีนี้ รวมถึงมีแผนที่จะจ้างOEM ในไทย เพื่อทำการผลิตและประกอบรถภายใน 3-5 ปี และในอนาคตจะพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงงานผลิตเอง

ส่วนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ที่นอกจากทางกลุ่มปตท.จะมีความร่วมมือกับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด (Foxconn)แล้ว ยังมีความร่วมมือผ่าน บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด (นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กลุ่มบริษัทอรุณ พลัส และ กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) (MGC-ASIA) เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในประเทศไทย เช่น บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า บริการประกันภัย บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ลีสซิ่ง สินเชื่อรีไฟแนนซ์และการเงินอย่างครบวงจร บริการให้เช่ายานยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขาย ศูนย์เช็คระยะ เปลี่ยนอะไหล่ ตลอดจนซ่อมสีและตัวถัง เป็นต้นนั้น ได้เปิดตัวรถแล้ว 2 แบรนด์( แบรนด์ XPENG (เอ็กซ์เผิง) และ ZEEKR (ซีคเกอร์))ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเริ่มส่งมอบรถในปีนี้ ส่วนตัวโรงงานอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2568

ขณะที่การจัดตั้ง บริษัท เอฟทีวัน คอร์เปอเรชั่น จำกัด (“FT1”) ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท  นิว เวอ ซอลล์ จำกัด (“NewVersal”) (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100%) กับบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) (“HANA”) ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ 49% ตามลำดับ เพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ซึ่งเป็น หนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยในการยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ และได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2567นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงทุน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3-4 ปีนี้