PTT ฉายภาพธุรกิจช่วงที่เหลือปี69 หวัง ธุรกิจ“E&P-เทรดดิ้ง-ปิโตรเคมี” หนุน

Loading

ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง “สหรัฐฯและอิสลาเอล กับ อิร่าน” จนกลางเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ  ประเมินปัจจัยที่จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี2569 โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ(GDP)โลก ปี2569 จะขยายตัว 3.1% จากปี2568 อยู่ที่ 3.4% และGDP ไทย เติบโต 2% จากปี2568 อยู่ที่ 2.4% ด้านราคาก๊าซฯ ตลาดHenry Hub เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.4-4 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ตลาด JKM เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 13-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้น 25% อยู่ที่ 82-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี เติบโตขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่า จะได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส1/2569 จากปริมาณการขาย และราคาก๊าซฯที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมี ราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่อวัตถุดิบ (Spread) สูงขึ้น รวมทั้ง Utilization Rate ดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้ง ยังมีโอกาสเติบโต ส่วนธุรกิจโรงกลั่นยังต้องดูทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ในไตรมาส 1/69 ผลประกอบการจะเติบโต แต่ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับลงอาจเผชิญภาวะขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ส่วนมาตรการภาครัฐที่แทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น เชื่อว่าจะเป็นมาตรการระยะสั้นที่เข้ามากระทบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตพลังงานโลก ทำให้ ปตท.มองเห็นโอกาสที่จะเร่งขับเคลื่อนธุรกิจเทรดดิ้ง LNG โดยปี2569 วางเป้าหมายเพิ่มปริมาณซื้อ-ขายเพิ่มขึ้น จากปี2568 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่ในระยะยาว ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578

ส่วนแผนการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นนั้น ปตท. ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมายการหาพันธมิตรระดับโลก เพื่อมาเสริมแกร่งทางธุรกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่อาจจะมีความล่าช้าจากเดิม เนื่องจากสถานการณ์พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไป มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้องพิจารณาให้รอบคลอบมากขึ้น และต้องปรับโครงสร้างให้เหมาะสม โดยยังยึดเป้าหมายที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้

ส่วนกรณีที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ PTTGC  และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ นั้น ปตท. พร้อมสนับสนุน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3/2569

“จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง จะเห็นว่า ปตท. รับมือต่อสถานการณ์ได้ทัน จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลาง อีกทั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ทำให้ โรงกลั่น มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง”

ส่วนกรณีที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางอนุญาตส่งออกน้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ดี ช่วยลดปัญหาปริมาณน้ำมันล้นถัง แต่ตอนนี้ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกเปลี่ยนไป รวมทั้งหลายๆประเทศก็เริ่มส่งออกแล้ว

ขณะที่กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบโรงกลั่นนั้น ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นโรงกลั่น TOP PTTGC และ IRPC ก็มีคณะกรรมการฯ ที่เข้าไปกำกับดูแลกระบวนการทำงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใส และพร้อมร่วมมือกับภสาครัฐในการตรวจสอบความถูกต้องต่างๆ

นายคงกระพัน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เปิดทำเนียบรัฐบาลจัดงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ทาง ปตท. ได้เตรียมข้อมูลนำเสนอที่เน้นความพร้อมด้านการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานอย่างเต็มที่ รวมถึง เสนอให้เร่งเปิดสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมรอบใหม่ เช่น ฝั่งอันดามัน และต่ออายุสัมปทาน โดยเร็วขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาแหล่งพลังงานในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเดข้าก๊าซฯ

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความ ต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศและบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปีโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Securty of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโช่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องโดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capita) สำหรับการจัดหาน้ำมันและ ก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน