PTT ชูมาตรการ “คุมต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ” หนุนผลงาน Q2/69 EBITDA พุ่ง 94.1%

Loading

ปตท. เผยผลการดำเนินงาน Q2/69 EBITDA พุ่ง 94.1% ชี้มาตรการคุมต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพหนุน พร้อมรับอานิสงส์ค่าการกลั่น-ปิโตรเคมีฟื้นตัว

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในครึ่งแรกของปี 2569 (1H2569) ขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ 1H2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากในครึ่งแรกของปี 2568(1H2568) ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 71.93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับใน 1H2568 โดยใน 1H2568 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33.69 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ใน 1H2569 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ ที่มีบทบาทดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไทย ได้บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการทำ Natural hedge ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อการดำเนินงานในภาพรวมท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาพลังงานดังกล่าว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (AI & Digitalization) ปตท. ต้องก้าวข้ามการปรับตัวสู่การเป็ นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยยังคงขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุลตามหลัก 3 มิติ(Energy Trilemma) ทั้งการให้ความส าคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ให้กับประเทศ การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability / Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลการดำเนินงานผ่านการเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ Hydrocarbon โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Upstream รวมถึงการขยายการค้าและหาโอกาสในการลงทุนใน LNG เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการการลงทุนอย่างมีวินัย

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่ม ปตท. ได้สนับสนุนมาตรการภาครัฐ ทั้งการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น การควบคุมการส่งออกน้ำมัน และการตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยประเมินเป็นจำนวนเงินกว่า 8,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท. ยังคงดำเนินโครงการสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน (Performance Uplift) และสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่านโครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการด าเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,757 ล้านบาท หรือ 94.1% จากในไตรมาส 2/68 ที่จำนวน 80,545 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายลดลง เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถส่งออกได้

รวมถึงขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงและขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 2/69 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,700 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 2/68 มีผลขาดทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานสูงขึ้น ตามรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาขายเฉลี่ยกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น 

โดยในไตรมาส 2/69 ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 52,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,992 ล้านบาท หรือมากกว่า 100.0% จากในไตรมาส 2/68 ที่จำนวน 21,533 ล้านบาท จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก อย่างไรก็ตามใน ไตรมาส 2/69 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการประมาณการค่าใช้จ่ายจากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจในบริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] ซึ่งสูงกว่ารายการ Non-recurring ในไตรมาส 2/68 ที่รับรู้เป็นผลกำไรประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยหลักจาก บมจ.ไทยออยล์ [TOP] ที่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ รวมถึงกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้

ขณะที่ ครึ่งแรกของปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 272,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 97,136 ล้านบาท หรือ 55.5% จากในครึ่งแรกของปี 2568 (H1/68) จำนวน 175,045 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM และกำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยใน H1/69 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 24,300 ล้านบาท ขณะที่ใน H1/68 มีผลขาดทุนประมาณ 5,700 ล้านบาท แม้ว่าขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น และปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น

โดยใน H1/69 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33,415 ล้านบาท หรือ 74.5% จาก 1H68 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 44,848 ล้านบาท จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก 

อย่างไรก็ตามใน H1/69 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ใน GCP ของ GC ขณะที่ใน 1H68 รับรู้เป็นกำไรประมาณ 4,100 ล้านบาท โดยหลักจาก TOP มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์