![]()
RATCH พร้อมลงทุนตามแผน PDP ลุยขยายกำลังการผลิตอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สนลงทุนโครงการ SAF ในตุรกี มั่นใจปีนี้ EBITDA เพิ่มขึ้นระดับ 15,000 ล้านบาท ครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง พร้อมรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2 แห่งปีนี้
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมลงทุนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้า SMR ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังให้ความสนใจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ด้วย
พร้อมกันนี่ยังมองหาโอกาสการลงทุนในประเทศที่เป็นฐานการผลิตเดิม ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สปป.ลาว ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นยังมีศักยภาพที่ดีในการลงทุนด้านพลังงานทดแทน โดย RATCH ให้ความสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งมีความต้องการในตลาดญี่ปุ่นสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีการปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมด้วย (Co-firing) ทำให้มีความต้องการนำเข้าชีวมวลจำนวนมากเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวล นอกจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพแล้วปัจจุบันค่าเงินเยนอยู่ในช่วงที่อ่อนค่าจึงเป็นโอกาสที่ดีของการเข้าไปลงทุน
นายนิทัศน์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีแผนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ 5S เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร ในปี 2569 บริษัทฯ กำหนดเป้าหมาย EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากพลังงานทดแทน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้รวม โดยบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม ซึ่งกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้
อย่างไรก็ตามในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น
“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย” นายนิทัศน์ กล่าว
ทั้งนี้ในครึ่งปีแรก 2569 บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 51.67 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 40 ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว
นายนิทัศน์ กล่าวถึงแผนพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จะหมดอายุลงในปี 2570 ว่า ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างรอความชัดเจนนโยบาย และแนวทางการส่งเสริมการลงทุน Data Center จากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดทิศทางการวางโมเดลธุรกิจใหม่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีที่จะหมดอายุสัญญา PPA ในปี 2570 ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined-Cycle Power Plant) ที่จะหมดอายุสัญญา PPA มีอยู่ 3 ยูนิต ยูนิตละ 700 เมกะวัตต์ โดยจะหมดอายุในเดือนเมษายน 2570 จำนวน 2 ยูนิต อีก 1 ยูนิตหมดอายุสัญญาเดือนตุลาคม 2570 อย่างไรก็ตามหากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนโยบาย Data Center บริษัทฯ ก็มีแผนประกาศขายโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัญญา PPA ออกไป
นอกจากนี้ RATCH ยังสนใจลงทุนในโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพัธมิตรสายการบินในตุรกี คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ การลงทุนในธุรกิจ SAF ในยุโรปจึงเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากสหภาพยุโรปวางเป้าหมายสัดส่วนการใช้ SAF สูงถึง 10% ภายในปี 2030 และมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต