![]()
ไทยออยล์ ย้ำ ไตรมาส 2/69 เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน หากสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ฉุดค่าการกลั่น ขณะที่ต้นทุน Crude Premium ชี้กำไรจากสต็อกน้ำมันไตรมาส 1 แค่สถานการณ์ระยะสั้น ลั่นเดินหน้าก่อสร้างโครงการ CFP เสร็จตามแผน ไตรมาสที่ 3 ของปี 2571

นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผย ในงาน TOP: Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 วันที่ 14 พ.ค.2569 โดยระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัท ในไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. – เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงไตรมาส 2 จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส 2 ไปจนถึงครึ่งหลังของปีนี้
ด้านความเสี่ยงจากสภาพคล่อง จากการที่ไทยออยล์ มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น รวมถึง ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“ไทยออยล์ จะมีการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน สำหรับใช้ในกระบวนการกลั่นในเดือนถัดไป ซึ่งจะทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในไตรมาส 2 ของปีนี้ เป็นราคาจัดซื้อน้ำมันตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.69 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ต้นทุน Crude Premium ค่าขนส่ง และประกัน กลายเป็นต้นทุนการบริหารจัดการ ในไตรมาส 2/69 ปรับเพิ่มขึ้น ประมาณ 19.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

ตลอดจนยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ทั้งนี้ จากการที่ ไทยออยล์ ได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจ ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของตลาดและผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจน้ำมัน ภายใต้สมติฐานสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะส่งผลกระทบให้ กลุ่มไทยออยล์ เกิดผลขาดทุนและกระทบต่อสภาพคล่อง โดยประเมินว่า ค่าการกลั่นจะอ่อนตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ประกอบกับต้นทุนจัดหาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จะส่งผลให้ ค่าการกลั่นรวมกำไรจากสต๊อกน้ำมันจากไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร ลดลงในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร และในไตรมาส 3/69 คาดว่าจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 4/69 คาด 0.0 บาทต่อลิตร และเฉลี่ยทั้ง ปี 2569 คาดอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร ฉะนั้นกำไรจากสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 คาดว่าจะเป็นสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น
“หากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจบลงในไตรมาส2 นี้ ก็คาดว่า จะส่งผลต่อธุรกิจโรงกลั่น โดยค่าการกลั่นอ่อนตัวลง และอาจขาดทุนจากสต็อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึง สิ้นปี ด้านธุรกิจปิโตรเคมี ทั้งสารอะโรมาติกส์ และโอเลฟินส์ คาดว่ามาร์จิ้นจะชะลอตัวลง รวมถึงน้ำมันหล่อลื่น มีแนวโน้มปรับลดลงในครึ่งปีหลัง หลังโรงงานลดกำลังผลิตและขาดแคลนวัตถุดิบ”
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ ได้เตรียมแผนทางการเงินรองรับไว้แล้วภายใต้กรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด โดยมีการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มผ่านสถาบันการเงิน จากช่วงต้นปีที่ได้ออกเสนอขายหุ้นกู้ไปแล้ว และเชื่อมั่นว่าบริษัทยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งระดับกว่า 70,000 ล้านบาท เพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาด(CFP) บริษัท ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) ภายใต้กรอบที่ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นไว้ ภายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 โดยจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ราว 1,198 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งได้ควบคุมค่าก่อสร้างไว้แล้ว