![]()
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค. บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่การใช้งานจริง พร้อมพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และนวัตกรรม รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดและระบบขนส่งแห่งอนาคตให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางสีเขียวที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยมีนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด และ นายณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นผู้ลงนาม พร้อมผู้บริหารของทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน บนเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าไทย สมายล์ โบ้ท กลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่นับเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางน้ำของกรุงเทพฯและปริมณฑล สะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนอนาคตด้านการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคนไปพร้อมกัน


สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านยานยนต์พลังงานทางเลือกสมัยใหม่ เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร ได้เรียนรู้จากสถานประกอบการจริง ผ่านการฝึกงาน การศึกษาดูงาน การอบรม และโครงการวิจัยร่วม เพื่อสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ
นายณัฐวรพล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น นักศึกษาจะได้รับประสบการณ์จากการทำงานจริง ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต
นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าวว่า TSB เชื่อว่าการพัฒนาระบบขนส่งแห่งอนาคต ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพัฒนาคน ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันผลิตบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อน Smart Mobility ของประเทศไทยในระยะยาว
“เราพร้อมเปิดองค์กรให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สนับสนุนการฝึกงาน งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากการดำเนินงานจริง เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้จากระบบขนส่งสาธารณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและคาร์บอนต่ำ พร้อมร่วมสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างประโยชน์ต่อประเทศ” นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าว
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การฝึกงาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศด้าน Smart Mobility และการเดินทางที่ยั่งยืนของประเทศ