![]()
เวทีเสวนา “รัฐ-เอกชน” ประเมินสถานการณ์ปิโตรเคมีไทย ยังเผชิญความท้าทายจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะซัพพลายล้นตลาด ขณะที่ ทีม PRISM ปตท. ชี้ทางรอดผู้ประกอบการปิโตรฯ เร่งปรับตัว กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ ลดต้นทุน เจาะตลาดใหม่ มุ่งเน้นสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพิ่มศักยภาพการส่งออก
ปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน จนนำไปสู่สงครามในตะวันออกกลาง และปิดเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ราคาพลังงานมีความผัวผวน ส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลก รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปรับตัว เพื่อหาแนวทางในการอยู่รอดและสามารถเดินต่อไปได้ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน

โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) จึงได้จัดงานสัมมนา The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ “Resilience in a Shifting Global Landscape สร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่พลิกผัน” ขึ้นในวันที่ 26 ส.ค. 2569 เวทีเสวนาที่รวมผู้บริหารจากภาครัฐ ผู้ผลิตปิโตรเคมีต้นน้ำและผู้ประกอบการปลายน้ำเพื่อถอดรหัสความท้าทายและโอกาสของปิโตรเคมีไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทาน

นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มปิโตรเคมีขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และประธานคลัสเตอร์ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การจัดสัมมนาฯของ PRISM ครั้งนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 และในปีนี้ มีปัจจัยท้าทายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนจากการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮออร์มุซ ที่ไม่เพียงกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ แต่ยังส่งผ่านไปถึงประชาชน ฉะนั้นการสัมมนาครั้งนี้ จึงอยากจะชวนตั้งคำถามที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.เกิดอะไรขึ้นในโลกของธุรกิจปิโตรเคมีในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา 2.เราได้เรียนรู้อะไร 3.เราควรวางแผนจัดการเรื่องใดบ้าง
ซึ่งคำตอบที่ได้คือ วิกฤตจากสงครามในครั้งนี้ยาวนานกว่าที่คิดและต้องใช้เวลาซ่อมแซมความเสียหายนาน ทำให้บริษัทปิโตรเคมีขั้นกลาง ก็สภาวะซัพพลายกระตุก และกระเทือนถึงผู้บริโภค ด้านผู้ค้าเองก็เริ่มปรับตัว ตลาดต่างๆมีการปรับตัว ฉะนั้นการวางแผนรับมือในอนาคตจะต้องประเมินความเสี่ยงของข้อมูลต่างๆให้ชัดเจนและแม่นยำ รวมถึงมีแผนรับมือรองรับ เช่น แผนยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลต่างๆในช่วงวิกฤติ เพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก และกดดันให้ตลาดมีความผัวผวนเพิ่มขึ้นไปอีก โดยคาดหวังว่า การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ และเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทบทวน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะยาว และยั่งยืน
ขณะที่ ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Expert) ได้ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนี้

น.ส.พิมพ์กมน จุลเชาวน์ PRISM Expert นักวิเคราะห์จากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมตลาดโพลีโอเลฟิน (Polyolefin) มุมมองธุรกิจปิโตรเคมีคอล สำหรับตลาดในประเทศไทย จากข้อมูลการผลิตของสินค้าพลาสติกในปัจจุบัน เช่น กลุ่มน้ำดื่ม พบว่ายังคงเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีการปรับในทิศทางบวกเช่นเดียวกัน โดยมีอัตราการเติบโต 12.4% จากปีก่อน ขณะที่กลุ่มพลาสติกฟิล์ม การเติบโตยังคงติดลบเกือบ 23% ดังนั้นจะเห็นว่าภาคการผลิตของประเทศไทย เกิดการชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น
ขณะที่ ดีมานด์ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากกลุ่มเม็ดพลาสติกโพรพิลีน (Propylene : PP) และโพลิเอทิลีน (Polyethylene :PE) อัตราการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์ยังคงอยู่ในทิศทางบวก จากสินค้าปลายน้ำที่สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มถุงพลาสติกที่มีการเติบโตในปี 2570-2573 บวกอยู่ที่ 2.2% อีกทั้งกลุ่มฝาขวดน้ำหรือกลุ่มน้ำดื่ม จะมีภาพรวมการเติบโตบวกอยู่ที่ 2.7% สอดรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทย
อย่างไรก็ตามการผลิตของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสินค้าจากจีน ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปีสูงถึง 31% ส่วนพลาสติกกล่องลังก็ปรับตัวสูงอย่างมีนัยยะสำคัญถึง 76% รวมถึงพลาสติกภาชนะปิดผนึก ก็กระทบจากสินค้าจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในมุมมองตรงนี้สินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเข้ามาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาคการผลิตในประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นตลาดโลกยังมีพื้นที่ตรงไหนให้เติบโตได้บ้าง
สำหรับตลาดโพลิเอทิลีน (Polyethylene หรือ PE) ดีมานด์ที่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงของตลาด ประเทศจีนยังคงครองตลาดในเชิงปริมาณ ขณะที่ฝั่งดีมานด์ยังคงมาจากเอเชียใต้ที่เติบโตมากถึง 6.8% ได้รับแรงขับเคลื่อนมาจากการเติบโตของประชากร ทำให้การเติบโตในปี 2570-2573 บวกอยู่ที่ 6.8% รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโต 4.1% มาจากการบริโภคอุปโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม อันดับ 3 คือจีนที่มีอัตราการเติบโต 3%
ทั้งนี้กำลังการผลิตที่เข้ามาคือจีนที่เพิ่มกำลังการผลิตมาเป็นอันดับ 1 ทำให้ในปี 2570-2573 กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นสำหรับเม็ด PE สูงถึง 15 ล้านตัน อีกทั้งยังคงมีทางตะวันออกกลาง 6 ล้านตัน จากการที่มีต้นทุนต่ำและปริมาณมาก ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่ยังคงมีในตลาด รวมถึงเอเชียใต้ อีก 2 ล้านตัน ทำให้ภาพรวมสำหรับ PE มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่น้อย ส่งผลภาวะล้นตลาด ทำให้ PE ได้รับแรงกดดันไปจนถึงปี 2573
ส่วน PP ก็มีความกดดันเช่นเดียวกัน เพราะการเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศจีนที่มาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 9 ล้านตันรวมถึงเอเชียใต้ 3 ล้านตัน และตะวันออกกลางอีก 2 ล้านตันไปจนถึงปี 2573 โดย PP จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 14 ล้านตันมุมมองภาวะล้นตลาดที่เกิดขึ้น ซึ่ง PP อยู่ในภาวะล้นตลาดมาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2571 ที่จะย่อตัวลงมา ส่งผลให้มุมมองว่าฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อยจนถึงปี 2573 ดังนั้นผลกระทบดังกล่าวจากซัพพลายที่ล้นตลาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดมองหาตลาดอื่นๆ
ดังนั้นการปรับตัวในระยะสั้น พบว่าทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการปรับตัวเรื่องของการหยุดผลิตสำหรับโรงงานผลิตบางโรงงาน รวมถึงทางเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการปรับปรุงเรื่องของการมาตรการต่างๆ เพื่อให้ภาพรวมของตลาดอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้น ขณะที่ทางยุโรปที่ปิดกิจการสำหรับกำลังการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม การลดกำลังการผลิตหรือหยุดผลิตชั่วคราว อาจช่วยให้ตลาดฟื้นตัวเพียงระยะสั้นเท่านั้น ยังคงต้องมองควบคู่ไปกับการปรับตัวมุมมองระยะยาวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรับพอร์ตฟอลิโอ การนำเข้าอีเทนระยะยาว รวมไปถึงมุ่งเน้นสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (high value product) มากขึ้น โดยปัจจัยบนประเทศไทยก็ปรับตัว เช่น การนำเข้าอีเทนระยะยาว เพื่อให้ต้นทุนยังคงสามารถแข่งขันได้

น.ส.ธนัญญา สงชู PRISM Expert นักวิเคราะห์จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอะโรเมติกส์ ยังมีความผัวผวน และเผชิญกับสภาวะดีมานด์ที่ลดลง โดยตลาดพาราไซลีน (Paraxylene :PX) ดีมานด์ได้รับแรงขับเคลื่อนที่สำคัญจากจีน และอินเดีย ขณะที่ซัพพลายยังมีเข้าสู่ตลาดต่อเนื่องจากจีน ที่เร่งเปิดโรงงานคาดว่าจะมีกำลังผลิตเข้าสู่ตลาด 9.5 ล้านตันใน 5 ปีข้างหน้า ดังนั้นในส่วนของ PX แม้ว่าดีมานด์จะยังเติบโตแต่ซัพพลายก็เติบโตเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยเอง เดิมเคยเป็นผู้นำเข้าPX แต่วันนี้กลายเป็นผู้ส่งออก และยังจำเป็นต้องก้าวสู่ตลาดส่งออกต่อไป
ส่วนตลาดเบนซีน( Benzene :BZ) ดีมานด์ยังได้รับแรงขับเคลื่อนจากจีน แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัว ขณะที่ซัพพลายมาได้จากหลากหลายช่องทาง ทำให้ตลาด BZ เข้าสู่สภาวะโอเวอร์ซัพพลายเต็มตัว โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้าขณะที่ประเทศอื่นมีกำลังการผลิตส่วนเกิน เช่นเดียวกับไทย ที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดส่งออกต่อไป
ดังนั้น สถานการณ์ของตลาดอะโรเมติกส์ ยังคงเผชิญกับซัพพลายที่มีมาก ดีมานด์ที่เติบโตแบบชะลอตัว และfeedstock ที่มีปริมาณมาก รวมถึวกระแสความยั่งยืน จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการปิโตรเคมีจะต้องปรับตัวด้วยการออกไปหาตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ที่มีแรงหนุนจากการขับเคลื่อนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงตลาดอินเดีย ก็มีความน่าสนใจ อีกทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 8.6% ในปี 2573 โดยผู้ประกอบการจะต้องมุ่งสู่การผลิตสินค้าที่เป็น High Value มากขึ้น

ส่วนการเสวนาหัวข้อ “Resilience in a Shifting Global Landscape สร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่พลิกผัน”

นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะยังเผชิญกับปัญหาโอเวอร์ซัพพลายตั้งแต่ปี 2569-2573 จากนั้นในปี 2573 สถานการณ์จะเริ่มชะลอตัวลง โดยกลยุทธ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน พร้อมปูทางสู่การเติบโตในอนาคต
ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์ ดังนี้ 1.การยกระดับความสามารถใน การแข่งขันและส่งเสริมความมั่นคงของ supply chain ในประเทศ 2.เปิดประตู่อุสาหกรรมใหม่และมูลค่าสูง ปรับฐานการผลิตสู่ Specialty Polymers 3.เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน คาร์บอนต่ำ และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ให้ช่วยดูแลตลาดในประเทศ และสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ระบุว่า วิกฤตในรอบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลาด และมุ่งสู่การแข่งขันด้านราคามากขึ้น ดังนั้น การปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการแข่งขัน จะต้องกระจายแหล่งวัตถุดิบ ด้านการผลิตอุตสาหกรรมพลาสติกต้องปรับตัวสู่ดิจิทัลในการวางแผนการผลิต หรือ ออโตเมชั่นเข้ามาช่วย เพื่อลดต้นทุน ควบคู่กับการบริหารจัดการเรื่องคาร์บอนต่ำ
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตต้องการเห็นนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐและแนวทางปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้จริง โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐ เนื่องจากสินค้านำเข้าจากจีนมีปริมาณมากและใช้เกรฑ์ด้านราคาเป็นตัวแข่งขัน ทำให้ควบคุมคุณภาพสินค้าได้ยาก และในอนาคตอาจเห็นผู้ประกอบการลดคุณภาพสินค้าลงเพื่อแข่งขันด้านราคา ซึ่งสุดท้ายจะกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงภาครัฐควรเป็นผู้นำในการเปิดตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการด้วย

นายทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุด Supply Chain Technology and Quality บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) มองว่า วิกฤตในรอบนี้ ทำให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับ แพคเกจจิ้ง และกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) หรือ หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาพัฒนา แพคเกจจิ้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่กับการทำแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ เรื่องของ EPR ถือเป็นสิ่งที่ดี และผู้ประกอบการควรยึดตามกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันต้นทุนการแข่งขันก็ต้องไปด้วยกันได้

นายกิตติโชติ ศุภกำเนิด ผู้อำนวยการ กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอนาคตยังต้องเผชิญทั้งความท้ายทายด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคการวิจัย เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่าน 3 แนวทาง ดังนี้
1. ร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เริ่มตั้งแต่ยกระดับผู้ประกอบการ SME ตั้งแต่อุตสาหกรรมปลายกลางน้ำและปลายน้ำให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2.เปลี่ยนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ โดยมองว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสในการยกระดับกระบวนการผลิตและกสร้างมูลค้าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไทย
3.ลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนผ่านการ Upskill และ Reskill ควบคู่กับการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า วิกฤตในรอบนี้ ถือว่ารุนแรงสุดและเป็นเรื่องที่กรมการค้าภายในไม่เคยเผชิญมาก่อน แต่ด้วยภารกิจของกรมฯ คือการดูแลระบบการค้าในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ได้ใช้มาตรการสินค้าและบริการควบคุม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อกำกับดูแลให้ราคาเหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน มีปริมาณเพียงพอ เพื่อควบคุมความเสี่ยงไม่ให้กักตุน ราคาเป็นธรรม และของไม่ขาด ซึ่งจากวิกฤตครั้งนี้ ได้ควบคุมสินค้าพลาสติกใน 5 รายการ คือ กล่องพลาสติก,ถุงแกง,ถุงหิ้ว,ถุงขยะ และกระสอบบรรจุสินค้าเกษตร ซึ่งสินค้าควบคุม สามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ดังนั้น สินค้าพลาสติกในช่วงนี้ จึงเป็นการควบคุมปริมาณเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลน ซึ่งหากในอนาคตสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทางกรมฯ ก็พร้อมจะปรับมาตรการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการต่อไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ผ่าน 3 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการบริหารจัดการด้านปริมาณและราคาเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่ดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ 2.คณะอนุกรรมการนวัตกรรมการผลิต มาตรฐาน และระบบการจัดการผลิตภัณฑ์พลาสติด ที่ดูแลโดยกระทรวงอุตสาหกรรม และ3.คณะอนุกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืน ที่ดูแลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ ยังพร้อมเป็นผู้นำขับเคลื่อนการเปิดตลาดใหม่ๆในต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) ไทย ในสัดส่วน 7-9% ให้ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตต่อไป
