“สนข.” จับมือ “หัวเว่ย” ยกระดับบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการขนส่ง

Loading

“สนข.” จับมือ “หัวเว่ย” ขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ต่อยอดการพัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัลของประเทศไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยี  สารสนเทศและการสื่อสารด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันพุธที่ 21  ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมคมนาคม 2 ชั้น 4 กระทรวงคมนาคม

โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เกียรติเข้าร่วมพิธี โดยมีนายรอย หลี่ รองประธานฝ่ายธุรกิจองค์กรด้านการขนส่ง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นผู้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้กับระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยมี ความร่วมมือหลัก 4 ด้าน ที่บรรจุอยู่ในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ ประกอบด้วย

1. การพัฒนาระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2. การเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง  เพื่อควบคุมและบริหารจัดการระบบการเดินทางและการขนส่งในทุกมิติ 3. เทคโนโลยีท่าเรืออัจฉริยะและโลจิสติกส์ทันสมัย และ 4.เมืองอัจฉริยะเชื่อมโยงการขนส่งสำหรับการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

โดยกระทรวงคมนาคมต้องการให้มีการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยให้เร่งศึกษาและพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ เพื่อช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่น ๆ และนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือนล่วงหน้า และวางแผนรับมือได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ และที่สำคัญ คือ ลดผลกระทบต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชน แนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง หรือ Transport Operation Control Center (TOCC) นั้น จะต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดจนการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port ที่ต้องพิจารณาท่าเรือที่มีศักยภาพเพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การติดตามสถานะสินค้าและการขนส่งแบบออนไลน์ การควบคุมการเข้า-ออก โดยอัตโนมัติ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือและโลจิสติกส์ เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความโปร่งใส และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค รวมไปถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม เชื่อมโยงการเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเข้าด้วยกัน มีแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และสนับสนุนการบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายจิรโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทหัวเว่ยเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในหลากหลายสาขา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโครงการการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) สำเร็จแล้วในหลายประเทศ ซึ่งในภาคคมนาคมนั้น มีข้อมูลในหลกหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายด้านคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

ตลอดจนข้อมูลการใช้งานโครงข่าย เช่น ปริมาณการจราจร ข้อมูลสภาพการจราจร ตลอดจนประสิทธิภาพการให้บริการของ หน่วยงาน ภาคคมนาคม เช่น ข้อมูลการเดินทาง และความตรงต่อเวลาของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะต้องใช้ กระบวนการการวิเคราะห์เชิงลึก ที่มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย ซึ่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของหัวเว่ยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัลของประเทศไทย และช่วยสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

นายพิพัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่า สำหรับความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันนี้ อาจเริ่มจากโครงการนำร่องที่มีความจำเป็นและมีความพร้อมก่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถประเมินประโยชน์และบทเรียนที่ได้รับ แล้วจึงขยายผลไปยังหน่วยงานหรือพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลและมาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงานได้ในระยะยาวด้วย

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบริษัทฯ กับบุคลากรของกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ดูแลระบบ และพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรที่พร้อมนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ