![]()
“อนุทิน” นำทัพเปิดงานพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ประกาศ ไทยพร้อมเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” ความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งภูมิภาค พร้อมเปิดรับการลงทุนและนวัตกรรมจากทั่วโลก “เอกนัฏ” ชูจุดยืดประเทศไทย มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2050 ดันโครงการนำร่อง CCS แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ขณะที่ปตท.สผ. และ PC JDA รับมอบสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) แปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) เสริมความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมต่อยอดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติร่วมกับแปลง B-17-01 รักษาอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ รองรับความต้องการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง 35 ปี
งาน “Gastech 2026” งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการวันนี้ (14 ก.ย.2569) เป็นวันแรก ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันนี้ (14 ก.ย.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

โดย นายอนุทิน ระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพลิกโฉมด้านพลังงาน ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
รวมทั้ง ยังต้องการมุ่งสู่อนาคตด้านพลังงานที่สร้างสมดุลระหว่างความสำคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าประเทศไทยจะมีบทบาทด้านพลังงานในเวทีระดับโลกและหวังที่จะเป็นพันธมิตรสำหรับการหารือ การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีทักษะ และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จุดแข็งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนนักลงทุนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยพร้อมเป็นจุดหมายสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง
“ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง อนาคตจะถูกกำหนดโดยประเทศที่ร่วมมือกัน บริษัทที่เข้ามาลงทุน และนักนวัตกรรมที่เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นทางออก ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านพลังงาน และวันนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมที่จะเป็นเวทีให้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อหารือถึงอนาคตของพลังงานเพียงเท่านั้น แต่เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่อนาคต งาน Gastech 2026 จะเป็นหนึ่งในก้าวย่างที่สำคัญ จากการหารือไปสู่การลงมือทำ และเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมระดับโลก Gastech 2026 ซึ่งถือเป็นการนำเวทีหารือด้านพลังงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดเวทีหนึ่งของโลกกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008
โดยงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลกเข้าร่วม ท่ามกลางบริบทที่อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความมั่นคงทางพลังงานได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนร่วมกันของทุกประเทศ
ไทยได้ใช้เวทีนี้ย้ำถึงจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บริษัทพลังงานชั้นนำระดับสากล และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านแล้ว
มิติด้านความมั่นคง ประเทศไทยยังได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งไฮโดรเจน แอมโมเนีย และโดยเฉพาะเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วผ่านโครงการนำร่อง CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย นับเป็นโครงการแรกของประเทศที่จะปูทางไปสู่การพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
“เมื่อเรามองไปสู่อนาคต การสร้างระบบพลังงานที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเดินทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเมื่อเราร่วมมือกัน เราจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดเป็นการลงมือทำจริงได้” นายเอกนัฏ กล่าว

นอกจากนี้ ในงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ วันนี้ (14 ก.ย.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Mr. Akmal Nasrullah Mohd Nasir รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย และ YBhg. Datuk Wan Zaidi bin Wan Abdullah เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำราชอาณาจักรไทย ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เข้ารับมอบสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) แปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Development Area หรือ MTJDA) จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA)
โดยผู้รับสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิต แปลง A-18-01 ประกอบด้วยบริษัท PTTEP JDX Thailand (JDA) Limited และบริษัท PTTEP JDX Thailand Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. และบริษัท PC JDA Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. โดยแต่ละฝ่ายถือสัดส่วนการลงทุน 50% เพื่อดำเนินการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม ในแปลง A-18-01 อย่างต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 35 ปี ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
สำหรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตดังกล่าว เป็นการทดแทนสัญญาแบ่งปันผลผลิตฉบับเดิม ครอบคลุมพื้นที่เดิมของแปลง A-18 รวมทั้งพื้นที่ใหม่ โดยมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอัตราประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งเข้าประเทศไทยและประเทศมาเลเซียในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยก๊าซฯ ที่ส่งเข้าประเทศไทยคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ของไทย

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ระบุว่า “พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่มีบทบาทในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณภาคใต้ การเข้ารับสิทธิตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต ฉบับใหม่นี้ จะช่วยรักษาความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับทั้งสองประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดการพัฒนาแปลง A-18-01 ร่วมกับแปลง B-17-01 ซึ่ง ปตท.สผ. และ PC JDA มีการร่วมลงทุนกันอยู่แล้ว โดยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการผลิต ก๊าซฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันทั้ง 2 แปลง สามารถผลิตก๊าซฯ รวมกันได้ถึงอัตราประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน”

สำหรับการพัฒนาแปลง A-18-01 กลุ่มผู้ร่วมทุนมีแผนจะดำเนินกิจกรรมสำรวจและพัฒนา แหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม เพื่อการรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯ ให้เกิดความต่อเนื่อง และเสริมสร้าง ความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยและมาเลเซียในระยะยาว
ทั้งนี้ พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของอ่าวไทย ประกอบด้วย แปลง A-18-01 และแปลง B-17-01 ครอบคลุมพื้นที่รวมกันประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งทรัพยากร ก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทที่สำคัญของประเทศไทยและมาเลเซีย โดยแปลง A-18-01 ประกอบด้วยแหล่งก๊าซฯ เช่น จักรวาล ภูมี สุริยา บุหลัน บุหลันใต้ เซ็นจา ภูมีตะวันออก สมุทรา และวีระ ส่วนแปลง B-17-01 ประกอบด้วยแหล่งก๊าซฯ เช่น มูด้า ตาปี ตันจุง อมฤต เจ็งก้า เมลาติ และแอนดาลัส
