![]()
“เอกนัฏ” สั่ง “สนพ.” ศึกษาปรับสัดส่วนชีวมวลในแผน PDP เร่งต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมที่มีศักยภาพ พร้อมเจรจาราคา FiT ใหม่ สร้างสมดุลระบบไฟฟ้า ลดนำเข้า LNG แพง หนุนเกษตรกร ลด PM2.5 ยอมรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวล 2.28 บาท ต่ำเกินไป

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลนำโดยแพทย์หญิงบุญญาภา นาชัยเวียง (ปุณณนิฎฐา) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ นางสาวภัทรภร ปุณณนิฎฐา นายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อเศรษฐกิจชุมชน พร้อมด้วยสมาชิก เข้าหารือกับ เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของผู้ประกอบการที่ได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่จูงใจในระบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่ราคา 2.28 บาท จากเดิมที่ผู้ประกอบการเคยได้รับการส่งเสริมด้วยระบบ Adder (อัตราที่บวกส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า)
ในการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับ สมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลฯ เกี่ยวกับบริบทและปัญหาค่าไฟฟ้าจากการนำเข้า LNG ปัจจุบันประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 60% ซึ่งในจำนวนนี้ต้องนำเข้า LNG ประมาณ 25-30% โดยราคา LNG ในแผน PDP กำหนดไว้ประมาณ 9-10 เหรียญสหรัฐฯ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ราคาพุ่งสูงถึง 20 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงขึ้นอย่างมาก
รัฐมนตรีพลังาน จึงมีแนวคิดส่งเสริมการใช้ พลังงานชีวมวล เข้ามาช่วยบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อลดการนำเข้า LNG ราคาแพง
สำหรับข้อเสนอการปรับรูปแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นแบบ “Firm” รัฐมนตรีพลังงาน เสนอให้โรงไฟฟ้าชีวมวลปรับรูปแบบการดำเนินงานให้เป็นแบบ “Firm” เพื่อช่วยรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า (Balance) แต่ความยืดหยุ่นจะไม่เท่ากับก๊าซธรรมชาติ ทางสมาคมฯ ยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยสามารถบริหารจัดการกำลังการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของระบบได้
ด้านแนวทางการบริหารจัดการต้นทุนและราคา (FiT) ไม่ต้องคิดค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ (CAPEX) สำหรับโรงไฟฟ้าเดิมที่ลงทุนไปแล้ว มีอุปกรณ์และบอยเลอร์พร้อมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำค่าลงทุนมาคำนวณใหม่ โดยเน้นค่าเชื้อเพลิงที่เหมาะสม รัฐมนตรีพลังงานเสนอให้พิจารณาเฉพาะค่าปรับปรุง การบำรุงรักษา (O&M) และค่าเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ราคาค่าไฟโดยรวมถูกกว่าการนำเข้า LNG ด้วยการเจรจาราคาเชื้อเพลิง มีการหารือเรื่องเรทค่าเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีความผันแปรตั้งแต่ 2.60 บาท ถึง 3 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงงาน แม้ราคาเชื้อเพลิงชีวมวลจะสูงกว่าบางแหล่ง แต่เมื่อเทียบกับ LNG ที่ราคาพุ่งไป 20 เหรียญฯ ชีวมวลก็ยังเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าและช่วยประหยัดเงินตราออกนอกประเทศ
ในการประสานงานและการบรรจุในแผน PDP รัฐมนตรีพลังงาน ปรึกษากับผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อพิจารณาเรื่องชีวมวลในแผน PDP เป็นแนวคิดเร่งด่วน แทนที่จะรอใส่ในแผน PDP ฉบับใหม่เพียงอย่างเดียว รัฐมนตรีมองว่าควรเจรจาเพื่อให้ผลิตไฟฟ้าได้ทันทีเพื่อลดปริมาณการใช้ LNG ในช่วงที่ราคาสูง ทางด้าน สนพ. และ พพ. (กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน) รับลูกในหลักการ เนื่องจากเห็นด้วยว่าเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศและช่วยให้ค่าไฟถูกลง
ในการตรวจสอบความสามารถในการผลิต (Capacity) ที่เหลืออยู่ และเจรจาเรื่องค่าเชื้อเพลิงที่เหมาะสม เป้าหมายคือการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง และปรับปรุงกฎเกณฑ์หรือมติต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน เพื่อลดภาระค่า FT ของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานในการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาก๊าซนำเข้า มาเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศที่มีความเสถียรและต้นทุนต่ำกว่าในระยะยาว




สำหรับการเพิ่มศักยภาพและการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า (Grid Management) รัฐมนตรีพลังงาน มองว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลมีศักยภาพในการ “หรี่หรือเร่งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า” ได้ทันทีคล้ายกับโรงไฟฟ้าก๊าซ แม้ความยืดหยุ่นอาจจะไม่เท่าก๊าซธรรมชาติ แต่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับปัญหาพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ที่ผลิตได้มากในช่วงกลางวันแต่หายไปในช่วงกลางคืนได้ โดยปรับตัวตามความต้องการ มีข้อเสนอให้โรงไฟฟ้าชีวมวล มาช่วย “หรี่เครื่อง” ในช่วงกลางวันเพื่อเปิดทางให้พลังงานแสงอาทิตย์ และเร่งการผลิตเต็มที่ในช่วงกลางคืนเพื่อเสริมความมั่นคง แม้ว่าการหรี่เครื่องจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิต (Efficiency) ต่ำลงบ้าง แต่ก็เป็นแนวทางที่สามารถเจรจากันได้
การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีอยู่แล้วมีข้อได้เปรียบคือมีระบบสายส่งพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนใหม่ ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนกำลังการผลิตและสถานภาพสัญญา ข้อมูลจากสมาคมฯ ระบุว่ากำลังการผลิตติดตั้ง (Capacity) ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 3,500 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีการขายไฟเข้าระบบจริงเพียงประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ สำหรับ ส่วนต่างที่หายไป กำลังผลิตบางส่วนหายไปเนื่องจากสัญญาเดิมหมดอายุ หรือบางโรงไฟฟ้าเลือกผลิตไว้ใช้เองภายในโรงงาน (เช่น โรงงานน้ำตาล) เพราะราคารับซื้อในบางช่วงไม่คุ้มทุน ส่วนในประเด็นด้านราคาและการแข่งขัน (Pricing Strategy) มีการทดแทนนำเข้า LNG รัฐมนตรีพลังงาน เน้นย้ำว่าการสนับสนุนชีวมวลเป็นการ “ลดการนำเข้า LNG” จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงที่ราคา LNG สูง ชีวมวลจะมีความสามารถในการแข่งขันได้ดีมาก
การหารือในเรื่องราคาสำหรับการขายไฟฉุกเฉิน สมาคมฯ ระบุว่าราคารับซื้อไฟฉุกเฉินที่ 2 บาทนั้นต่ำเกินไปจนไม่คุ้มค่าเชื้อเพลิง และเสนอว่าหากปรับเป็น 3 บาทกว่า เพื่อจูงใจให้โรงไฟฟ้ากลับมาผลิตไฟเพิ่มเพื่อทดแทน LNG ได้ทันที ในเรื่องการกระจายรายได้ โรงไฟฟ้าชีวมวลมักเป็นขนาดเล็ก (VSPP ประมาณ 9.9 เมกะวัตต์) กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน คาดว่ามีผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 200,000 คน ทั้งพนักงาน รถขนส่ง และเกษตรกร หากโรงไฟฟ้าเหล่านี้อยู่ไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และอาจซ้ำเติมปัญหา PM 2.5 จากการเผาในที่โล่ง
นโยบายจากรัฐมนตรีพลังงาน ได้มอบหมาย สนพ. รัฐมนตรีสั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปพิจารณาสัดส่วนชีวมวลในแผน PDP โดยให้ดู Capacity ที่มีอยู่จริง และพิจารณาราคา FiT (Feed-in Tariff) ที่เหมาะสม เน้นการปรับปรุงโรงเดิม รัฐมนตรีเห็นด้วยกับการ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม (Retrofit) แทนการสร้างโรงใหม่ เพราะใช้เวลาน้อยกว่าและประหยัดงบประมาณการลงทุนในส่วนของระบบสายส่ง รัฐบาลยินดีรับซื้อหากโรงไฟฟ้าสามารถทำ “Firm” (ผลิตไฟฟ้าได้สม่ำเสมอตามสัญญา) และมีราคาที่ภาครัฐและประชาชนยอมรับได้โดยไม่เป็นภาระค่าไฟจนเกินไป



รัฐมนตรีพลังงาน และ สมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลฯ สรุปประเด็นสำคัญร่วมกัน ดังนี้
1. การเปรียบเทียบต้นทุนและราคาการรับซื้อไฟฟ้า ต้นทุนเชื้อเพลิง รัฐมนตรีชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง (ประมาณ 2.50 บาทขึ้นไป) ต่างจากโซลาร์เซลล์ที่มีต้นทุนต่ำกว่า (ประมาณ 1 บาท) แต่โซลาร์ผลิตไฟได้เพียงวันละ 4 ชั่วโมง ในขณะที่ชีวมวลสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ความคุ้มค่าเทียบกับ LNG
2. ข้อเสนอการแยกกลุ่มโรงไฟฟ้าเก่า (Existing VSPPs) รัฐมนตรีมีแนวคิด แยกส่วนโรงไฟฟ้าเดิม (โดยเฉพาะกลุ่ม VSPP ที่ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์) ออกจากโครงการใหม่ เนื่องจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีการลงทุนสร้างและมีอุปกรณ์ครบอยู่แล้ว รวมถึงมีตลาดวัตถุดิบรองรับ เน้นกลยุทธ์ Win-Win เสนอให้คิดคำนวณค่าไฟฟ้าโดยสะท้อนจากต้นทุนเชื้อเพลิงบวกกำไรเล็กน้อย โดย ไม่ต้องบวกค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เข้าไปอีกเพราะส่วนใหญ่คืนทุนไปแล้ว วิธีนี้จะช่วยให้รัฐซื้อไฟได้ไม่แพง และผู้ประกอบการก็อยู่ได้
3. บทบาทของชีวมวลในการเสริมความมั่นคงพลังงาน ด้วยความยืดหยุ่น (Flexibility) รัฐมนตรีต้องการให้โรงไฟฟ้าชีวมวลปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น ลดการผลิตเหลือ 70% ในช่วงกลางวัน ที่มีโซลาร์เซลล์เยอะ และเร่งเครื่องเป็น 100% ในช่วงกลางคืน เพื่อเสริมระบบ ความชัดเจนของสัญญา ต้องมีการตรวจสอบว่าโรงงานใดสามารถทำแบบ “Firm” (ผลิตได้ต่อเนื่องแน่นอน) ได้แค่ไหน และมีข้อผูกพัน (Commitment) ที่ชัดเจนตลอดทั้งปี
4. ประโยชน์ทางอ้อมต่อภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อม ในการสนับสนุนชีวมวลเป็นการช่วยเกษตรกรโดยตรง เพราะโรงไฟฟ้าซื้อซากพืชผลทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิง ช่วยลดปัญหาการเผาในแปลงเกษตร ซึ่งเป็นการ ลดฝุ่น PM 2.5 และถือเป็นพลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่มีฐานรากที่ดี
5. แนวทางการดำเนินงานต่อไป ด้วยการจัดตั้งตัวแทนคณะทำงาน ให้มีตัวแทนจากฝั่งสมาคม 1-2 คน ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูล Capacity และเงื่อนไขเทคนิคต่างๆ การคัดกรองผู้ประกอบการ รัฐมนตรีเน้นย้ำว่าต้องคัดเลือกผู้ที่ “พออยู่ไหว” และมีประสิทธิภาพจริง หากรายใดแบกต้นทุนไม่ไหวจนทำให้ภาพรวมค่าไฟแพง รัฐก็อาจจะไม่รับซื้อ
รัฐมนตรีฯ เน้นย้ำว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการระวังไม่ให้นำขยะมาเผาแทนพืชพลังงานเกษตรเมื่อขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งหากมีการร้องเรียนเรื่องมลภาวะภายหลังการต่อสัญญาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ รัฐมนตรีเสนอให้สมาคมฯ รวบรวมข้อมูลโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพและมีความรับผิดชอบ โดยไม่จำเป็นต้องแบกผู้ประกอบการที่มีปัญหาไว้ทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการเจรจา
ในการต่อสัญญาและโครงสร้างราคา (SPP และ VSPP) รูปแบบสัญญา ทางสมาคมฯ พร้อมร่วมมือกับแนวทางของกระทรวง โดยชี้แจ้งว่าเงื่อนไขการต่อสัญญาของ SPP (Small Power Producer) และ VSPP (Very Small Power Producer) มีความแตกต่างกันเล็กน้อย ใช้เกณฑ์ราคาตามขนาด โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่มีขนาดเท่ากับ VSPP จะได้รับราคาเดียวกัน แต่หากขนาดเกิน 9.9 เมกะวัตต์ ราคาจะต่างกัน
สำหรับนโยบาย Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) โดยการเปิดเสรีไฟฟ้าสะอาด มีการหารือเรื่องนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งเดิมจำกัดเฉพาะ Data Center แต่ล่าสุดมติ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ได้ขยายให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด โอกาสของชีวมวล โรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถขายไฟฟ้าผ่านระบบนี้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายได้ราคาที่ดีขึ้นและผู้ซื้อได้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมจากการแข่งขัน
รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ราคาปัจจุบันที่ 2.28 บาทนั้นต่ำเกินไป ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้แน่นอน แต่ก็ไม่ต้องการให้ตัวเลขสูงจนเกินไปจนเป็นภาระ เป้าหมายคือการหาจุด “พอดี” และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอธิบายต่อสังคมได้ รัฐมนตรีพลังงานทิ้งท้ายว่า “มีช่องที่มันไปทางนี้ได้” และพร้อมจะเจรจาเพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ