![]()
คมนาคม คมนาคมเดินหน้าวางรากฐานการบินแห่งอนาคต ไทยลงนามความตกลงกับ ICAO เตรียมเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ยกระดับบทบาทไทย–เปิดโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ว่าด้วยการจัดเตรียมการเป็นเจ้าภาพ The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 หรือ AAM 2026 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ Mr. Tao Ma ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ICAO-APAC) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคมและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีการลงนามครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 ซึ่ง ICAO ได้ประกาศเลือกประเทศไทยให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 1–3 ธันวาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “From Vision to Implementation: Enabling the AAM Ecosystem” โดยประเทศไทยจะเป็นพื้นที่สำคัญในการรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้บริหาร และภาคอุตสาหกรรมการบินจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และหารือทิศทางของ Advanced Air Mobility หรือ AAM และอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ AAM 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการบิน โดยรัฐบาลมองว่า AAM ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมแห่งอนาคต ที่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนา”
การเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 จึงสอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน หรือ Aviation Hub ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน สำหรับการประชุมครั้งนี้ ICAO จะเชิญผู้แทนจากรัฐสมาชิกทั้ง 193 ประเทศ ครอบคลุมผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารหน่วยงานการบินพลเรือน ผู้บริหารระดับสูง และภาคอุตสาหกรรมการบินจากทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน ซึ่งการที่ประเทศไทยได้เป็นพื้นที่รวมตัวของผู้มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการบินโลก จะสร้างโอกาสให้ประเทศทั้งในมิติของนโยบาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และการลงทุนในด้านเศรษฐกิจ การจัดงานจะช่วยแสดงให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมการบินรูปแบบใหม่ และเปิดโอกาสในการดึงดูดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Advanced Air Mobility อากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน เทคโนโลยีการบิน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการการบิน รวมถึงการวิจัยและพัฒนา ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีการบินภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน การเป็นเจ้าภาพยังช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ภาคการศึกษา และบุคลากรด้านการบินได้เชื่อมโยงกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายระดับนานาชาติ ตลอดจนกระตุ้นการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นภายในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว AAM 2026 ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญที่นโยบาย มาตรฐาน และแนวทางการกำกับดูแล AAM ในระดับโลกกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้ประเทศไทยสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับ ICAO และประเทศสมาชิก และนำมาประกอบการพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน และระบบกำกับดูแลของประเทศให้มีความชัดเจน เป็นระบบและสอดคล้องกับแนวทางสากล
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ประเทศไทย โดย CAAT และ ICAO กำลังร่วมกันดำเนินการ คือการจัดทำ“Bangkok Statement” ซึ่งจะสะท้อนเป้าประสงค์และผลลัพธ์จากการประชุม AAM 2026 และเป็นการต่อยอดจากเอกสาร Call to Action จากการจัดงาน AAM 2024 ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา เพื่อส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกเตรียมความพร้อมสำหรับการนำ AAM มาใช้ในอนาคต ทั้งด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนการพัฒนากฎระเบียบที่เหมาะสม
การจัดทำ Bangkok Statement ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่จัดการประชุม แต่ได้มีส่วนร่วมในเวทีที่ประชาคมการบินโลกร่วมกันหารือและวางทิศทางของ Advanced Air Mobility และสร้างหมุดหมายให้ประเทศไทยจากการเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 โดยชื่อของกรุงเทพมหานครจะเชื่อมโยงกับพัฒนาการสำคัญด้านการบินแห่งอนาคตในระดับนานาชาติ
ด้าน พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า “CAAT ให้ความสำคัญกับการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรองรับเทคโนโลยี AAM ในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านกฎหมายและกฎระเบียบ มาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการห้วงอากาศและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และผู้พัฒนาเทคโนโลยี
ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลักของประเทศไทยในการจัดงาน AAM 2026 CAAT จะทำงานร่วมกับ ICAO กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบการบินของประเทศในระยะยาว โดยยึดหลักสำคัญว่า การพัฒนานวัตกรรมต้องดำเนินไปพร้อมกับความปลอดภัย และเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบินจะต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม รองรับการใช้งานจริง และสอดคล้องกับแนวทางของ ICAO และมาตรฐานสากล”
งาน AAM 2026 จะประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ(Symposium and Conference) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือทิศทางการกำกับดูแล การจัดแสดงนิทรรศการ (Exhibition) เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับ AAM และอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน และการจัดแสดงการบินสาธิต (Flight Demonstration) เพื่อแสดงศักยภาพและการใช้งานจริงของเทคโนโลยี รวมถึงสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นต่อการพัฒนา AAM ในอนาคต
การเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสในการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านนโยบาย การกำกับดูแล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการบินแห่งอนาคต และต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว