![]()
จรดปากกาจ้าง”อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่ารฟท.คนที่ 21 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ 10% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ตึกบัญชาการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีพิธีลงนามสัญญาว่าจ้าง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คนใหม่ ระหว่างนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.)ในฐานะประธานคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่า รฟท.คนที่ 21 เป็นผู้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง ซึ่งมีคณะผู้บริหารรฟท.เข้าร่วมในพิธี โดยนายอนันต์ เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2514 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิตด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร ใบอนุญาต ภาควิศวกร สาขาไฟฟ้า งานไฟฟ้าสื่อสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และได้เข้าทำงานที่ รฟท.มาเป็นเวลา 32 ปี นับเป็นลูกหม้อของรฟท.อย่างแท้จริง


นายปิยพงษ์ กล่าวว่า การลงนามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานของผู้ว่รฟท.คนที่ 21 อย่างเป็นทางการ และยังทำงานร่วมกันกับบอร์ด รฟท.ในการขับเคลื่อนงานให้รฟท.เป็นองค์ดรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทันสมัย เพื่อเป็นเสาหลักในระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งรฟท.อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการบริหารจัดการทรัพย์สิน การเปิดให้ผ๔ประกอบการเข้ามาใช้ประโยชน์จากราง(Open Access) เพื่อเดินไปข้างหน้า ถือว่าอยู่ในช่วงที่กำลังจะ Take off ซึ่งมีความคาดหวังและมั่นใจว่าในวาระ 4 ปี ที่นายอนันต์อยู่ในตำแหน่งผู้ว่ารฟท.จะสามารถพารฟท. Take offไปได้ ทั้งในเรื่องการพัฒนาโครงข่าย การให้บริการ การยกระดับความปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่บอร์ดรฟท.ต้องการให้เร่งขับเคลื่อน คือ การขออนุมัติกรอบอัตรากำลังเพิ่มจำนวน 2,850 อัตรา ซึ่งปัจจุบันรฟท.เป็นองค์กรที่ขาดแคลนบุคลากรและใช้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจนบางครั้งเกิดผลกระทบในแง่ลบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้จบโดนเร็วที่สุด
นายอนันต์ กล่าวว่า ในการประเมินการทำงานนั้น ตามเงื่อนไขในสัญญาระบุว่าการประเมินเป็นปี ซึ่งหลังลงนามในสัญญาจ้างแล้วภายใน 30 วัน ตนจะต้องนำเสนอแผนการดำเนินงานต่อบอร์ด รฟท.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินงานถึงเดือยก.ย.69 ส่วนปีถัดไปก็จะนำเสนอตามลำดับ โดยมีสาระสำคัญเบื้องต้น ประกอบด้วย การติดตามรายได้และการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) และส่วนที่ รฟท. บริหารจัดการเอง การขนส่งปริมาณสินค้าตามนโยบานรัฐบาลที่มีเป้าหมายเปลี่ยนโหมดการขนส่งสินค้าเป็นระบบรางที่สะดวกปลอดภัยและมีต้นทุนค่าจ่ายถูกสามารถแข่งขันการขนส่งทางถนนได้ รวมถึงแผนการซ่อมหัวรถจักรด้วย
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในการทำงานในระยะเร่งด่วน (Quick Win) คือ การเร่งรัดโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) ที่เริ่มก่อสร้างแล้วใช้ระยะเวลา 3 ปี คาดแล้วเสร็จเปิดให้บริการปี 72 ขณะเดียวกันก็จะขยายเส้นทางรถไฟฟีดเดอร์ ซึ่งที่ผ่านมาได้นำรถดีเซลราง KIHA 40 และ KIHA 48 มาทดลองให้บริการเส้นทางสถานีพระนครศรีอยุธยา-ดอนเมือง แล้ว อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการขยายเส้นทางเพิ่มมาถึงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
รวมถึงเร่งดำเนินการ Open Access ที่เปิดให้เอกชนเข้ามาใช้ทางร่วมกับรฟท.ตามกฎหมายได้ โดย รฟท. อยู่ระหว่างการจัดทำขั้นตอน กฎกณฑ์ เงื่อนไข และปริมาณการเดินรถ คาดว่าเมื่อเริ่มดำเนินการแล้วจะช่วยให้ให้เกิดการแข่งขัน ซึ่ง รฟท. ก็ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการมากขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย เพราะตลอดเส้นทางของรฟท.อยู่ระหว่างงานก่อสร้างหลายโครงการทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟสายใหม่ ดังนั้นจึงต้องกำชับมาตรการต่างๆให้มีความเข้มงวด ไม่ให้เกิดเหตุเหมือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ในส่วนของโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 2 จะเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 69 จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท เพื่อให้สามารถดำเนินการขั้นตอนการประกวดราคาได้ในปี 70 ส่วนอีก 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท ,ช่วงเด่นชัย –เชียงใหม่ ระยะทาง 189กม.วงเงิน 68,222 ล้านบาท และ ช่วงชุมทางถนนจิระ- อุบลราชธานี ระยะทาง 308กม.วงเงิน 44,095ล้านบาท ต้องพิจารณาจัดลำดับความสำคัญก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาตามลำดับ
นายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท.มีหนี้สะสมอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ติดลบอยู่ 3-4 พันล้านบาท ดังนั้นจึงตั้งเป้าเพิ่มรายได้เติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% จากรายได้ปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อที่จะทำให้ EBITDA ลดลงปีละประมาณ 500-1,000 ล้านบาท รวม 4 ปีก็คาดว่าจะลดติดลบลงได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ลดลงได้มาจากการปรับแผนการซ่อมบำรุงขบวนรถ เพื่อลดค่าใช้จ่าย และจะส่งผลให้รายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น