![]()
นับตั้งแต่เสียงระเบิดกึกก้องขึ้นจากการที่กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารในประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกปิโตรเลียมก็ตกอยู่ในภาวะจำยอมต่อนิยามใหม่ของคำว่า “วิกฤตการณ์พลังงานขั้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย”
สถานการณ์ทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดเมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ตอบโต้ด้วยการประกาศระงับการเดินเรือและปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดคอขวด (Chokepoint) ทางภูมิยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของความต้องการใช้ทั่วโลกต้องหยุดชะงักลงทันที

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่า 50% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทะลุระดับ 100-128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ต้อง พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึง 80-90% ของความต้องการใช้ทั้งหมด และมีสัดส่วนการนำเข้าหลักมาจากกลุ่มประเทศในคาบสมุทรอาหรับ แรงกระแทกจากอ่าวเปอร์เซียในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์สึนามิทางเศรษฐกิจที่ซัดเข้าใส่ปากท้องของประชาชนและห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในฐานะสื่อมวลชนสายพลังงานคือ รัฐบาลไทยและกระทรวงพลังงาน มีเครื่องมืออะไรบ้างในมือ? มาตรการที่นำมาใช้รับมือตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2569) มีประสิทธิภาพและเหมาะสมเพียงใด? และบทบาทของกลุ่มทุนโรงกลั่นในการช่วยเหลือประเทศชาติเป็นไปอย่างเป็นธรรมหรือไม่?
ถอดรหัสเครื่องมือรัฐไทย: กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ “กำไรส่วนเกิน” จาก 6 โรงกลั่น
เมื่อเผชิญหน้าราคาน้ำมันขายปลีกที่จ่อพุ่งทะลุ 50-60 บาทต่อลิตร เครื่องมือด่านแรกที่กระทรวงพลังงานกางออกมาสู้คือ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งกลไกนี้รับหน้าทีคล้าย “กันชน” คอยดูดซับแรงกระแทกของราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกแบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ดี วิกฤตการณ์รอบนี้หนักหนาสาหัสเกินกว่าสถานะของกองทุนฯ จะรับไหว ลำพังเพียงการควักเงินชดเชยดีเซลในระดับสูงถึง 11 – 16 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกชั่วคราว ทำให้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ทรุดฮวบติดลบแสนล้านบาทอย่างรวดเร็ว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการบริหารจัดการที่ “ขัดตาทัพ” และโยกภาระจากกลุ่มผู้ใช้เบนซินมาอุ้มดีเซลจนเกิดความไม่สมดุลในระบบ
เมื่อหลังพิงฝา กระทรวงพลังงานจึงต้องงัดมาตรการเชิงรุกที่สั่นสะเทือนวงการพลังงาน นั่นคือ การเข้าควบคุมราคาหน้าโรงกลั่น และดึงเงินผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น จาก 6 โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศกลับคืนมา 5 ครั้ง ราว 13,000 ล้านบาท
มาตรการดึงเงินส่วนต่างจากโรงกลั่นนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในมิติการบริหารจัดการ เพราะในบางช่วงของวิกฤต ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับภาวะปกติ รัฐบาลจึงใช้กลไกการเจรจาเชิงนโยบาย แกมบังคับเพื่อนำเงินส่วนเกินดังกล่าวกลับคืนมาสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือนำมาลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง
- ผลประโยชน์ต่อประเทศ: มาตรการนี้ช่วยเติมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ โดยไม่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่มจนเต็มเพดานหนี้สาธารณะ และเป็นการแสดงออกถึงการแบ่งเบาภาระในยามสงครามของภาคเอกชน
- ข้อจำกัด: การดึงเงินในลักษณะนี้ มักถูกต่อต้านจากผู้ถือหุ้นภาคเอกชนและขัดต่อกลไกตลาดเสรีในภาวะปกติ ทำให้อาจใช้ได้เพียงในกรณียามวิกฤตการณ์ฉุกเฉินระดับประเทศเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นมาตรการถาวรได้

มาตรการเสริมในอนาคต: ภาษีสรรพสามิต และการรื้อโครงสร้างราคา
นอกจากกองทุนน้ำมันฯ และการคุมโรงกลั่นแล้ว เครื่องมือทางการคลังที่กำลังถูกจับตามองและมีเสียงเรียกร้องอย่างหนาหูจากนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงภาคประชาชน (เช่น สภาผู้บริโภค และฝ่ายการเมือง) คือ “การปรับลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล” ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างราคายังมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลอยู่สูงถึงประมาณ 5 – 6.92 บาทต่อลิตร
กระทรวงการคลังได้พิจารณาเตรียมแผนลดภาษีดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงราคาหน้าปั๊ม อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เป็น “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งมันช่วยลดราคาขายปลีกได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนฯ ไปอุดหนุนเพิ่ม แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้หลักแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการคลังและการจัดสรรงบประมาณพัฒนาประเทศในส่วนอื่น ๆ
นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีการเสนอมาตรการอื่น ๆ ที่ต้องนำเข้ามาดูแลเพิ่มเติม เช่น:
- การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ: เช่น การดันยอดขายน้ำมันดีเซล B7,B20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มสูงขึ้น E20 ให้เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพง และหันมาพยุงราคาพืชผลเกษตรในประเทศ (ปาล์มน้ำมัน/มันสำปะหลัง/อ้อย)
- การเปลี่ยนระบบอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่ม (Targeted Subsidy): เลิกอุ้มราคาน้ำมันแบบหว่านแหให้ทุกคน แต่ปรับมาให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะผ่านระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือคูปองพลังงานแทน เพื่อตัดวงจรเงินเฟ้อโดมิโน
- การจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR): ร่วมทุนกับประเทศตะวันออกกลางเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวเกินกว่ากรอบปริมาณสำรองตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม
มองโลกมองเรา: เปรียบเทียบมาตรการจัดการวิกฤตพลังงานของต่างประเทศ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามาตรการของไทยเหมาะสมหรือไม่ เราต้องหันไปมองว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกรับมือกับวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ 2569 นี้อย่างไร:

จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่ามาตรการของ ไทยมีความคล้ายคลึงกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในแง่ของการพยายามตรึงราคาขายปลีกเพื่ออุ้มค่าครองชีพ แต่ข้อแตกต่างคือ ไทยมีเครื่องมือเฉพาะตัวอย่าง “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” คอยแบกรับภาระแทนงบประมาณแผ่นดินในช่วงแรก ส่วนมาตรการขอความร่วมมือจากโรงกลั่นเพื่อนำส่วนต่างบางส่วนมาช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงาน มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกับมาตรการจัดเก็บรายได้ส่วนเกินในบางประเทศ แม้หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการจะแตกต่างกัน
ความเหมาะสมและทางออกที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
มาตรการที่กระทรวงพลังงานและรัฐบาลไทยนำมาใช้บริหารจัดการราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตสงครามฮอร์มุซปี 2569 นี้ ถือว่า “มีความเหมาะสมในเชิงสังคมระยะสั้น แต่มีเกณฑ์เสี่ยงสูงในเชิงโครงสร้างระยะยาว”
การใช้กองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาดีเซลและการดึงเงินรายได้จาก 6 โรงกลั่น ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วย “ห้ามเลือด” ไม่ให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) พุ่งสูงจนระบบขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนพังทลาย บทบาทของโรงกลั่นน้ำมันในวิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เม็ดเงินส่วนเกินที่แบ่งมาเกือบหมื่นล้านบาทนั้น สามารถสร้างผลประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยบรรเทาภาระของประชาชนผู้ใช้น้ำมันได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ในฐานะกระบอกเสียงด้านพลังงาน ขอส่งสัญญาณเตือนว่า “เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยการห้ามเลือดไปตลอดกาล” วิกฤตการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งราคาพลังงานภายในประเทศยังได้รับอิทธิพลจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน การอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้าง แม้ช่วยลดภาระของประชาชนในระยะสั้น แต่หากดำเนินการต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดภาระทางการคลังและส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบพลังงานในระยะยาว
ทางออกที่ถูกต้องหลังจากพ้นวิกฤตเฉพาะหน้า คือ รัฐบาลควรพัฒนากลไกการดูแลราคาพลังงานให้เกิดสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนตามกลไกตลาดและการคุ้มครองผู้บริโภค ปรับเปลี่ยนกลไกการอุดหนุนให้เป็นแบบเจาะจงกลุ่ม (Targeted) และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้า ไปสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องตกเป็นตัวประกันของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอีกต่อไป