![]()
ไทยออยล์ ชี้ ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับลดลง หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฟื้นตัว ท่ามกลางการจับตานโยบายกรรมสิทธิ์เส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือTOP เปิดเผย รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. – 2 ก.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัว ทำให้ราคาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในเดือนมีนาคม ขณะที่ซาอุดี อะรามโก สามารถกลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือราส ทานูรา ได้อีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปร่วม 4 เดือน ประกอบกับตลาดยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากมาตรการปล่อยน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้อุปทานในระบบมีปริมาณเพียงพอในระยะสั้น อย่างไรก็ดี อุปสงค์ยังคงเปราะบางท่ามกลางความกังวลอย่างรุนแรงต่อตัวเลขเศรษฐกิจและปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบจากประเทศจีนที่ภาคการผลิตและภาคการกลั่นยังคงหดตัวต่อเนื่อง
ทว่า ตลาดยังคงจับตาข้อพิพาทเชิงนโยบายและกรรมสิทธิ์เส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด หลังจากสหรัฐฯ ยืนกรานปฏิเสธข้อตกลงที่อิหร่านพยายามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความยั่งยืนของข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย
· อุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นและช่วยคลายความกังวลในตลาด หลังจากการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยได้รับอานิสงส์จากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ช่วยเปิดเส้นทางน้ำอีกครั้ง นอกจากนี้ ซาอุดี อะรามโก (Saudi Aramco) ได้กลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือราส ทานูรา (Ras Tanura) ในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปเกือบ 4 เดือน โดยพบเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่(VLCC) เข้ามาขนถ่ายน้ำมันดิบ ซึ่งสะท้อนถึงปริมาณอุปทานที่ทยอยไหลออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนเรือในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการระบายเรือที่ติดค้างอยู่เดิม ขณะที่ปริมาณการจราจรโดยรวมยังคงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง
· ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากมาตรการปล่อยน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะอุปทานขาดแคลนในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพื่อการพาณิชย์และภาครัฐในระบบมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในระยะสั้น
· ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ ท่ามกลางความกังวลอย่างรุนแรงต่อตัวเลขเศรษฐกิจและปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ยังคงส่งสัญญาณชะลอตัวและไม่มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่เด่นชัด โดยดัชนีทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตและภาคการกลั่นของจีนส่วนใหญ่ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมทางอุตสาหกรรมภายในประเทศยังคงซบเซา ซึ่งการขาดปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์จากจีนในฐานะกลไกหลักขับเคลื่อนพลังงานโลก ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
· อย่างไรก็ดี รายงานของ Reuters ระบุว่าองค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ได้สั่งระงับความพยายามนำทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวหลังเกิดเหตุโจมตีเรือ ขณะที่กองทัพของอิหร่านได้ออกคำเตือนว่า เรือที่แล่นออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้ในช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัย ท่ามกลางประเด็นที่สหรัฐฯ นำโดยนาย มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนกรานปฏิเสธข้อตกลงใด ๆ ที่จะอนุญาตให้อิหร่านพยายามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางสำหรับการใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศ หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านประเมินว่าการเรียกเก็บค่าบริการด้านความมั่นคงและการรักษาสิ่งแวดล้อมในช่องแคบจะสร้างรายได้สูงถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งความขัดแย้งเชิงนโยบายและกรรมสิทธิ์เส้นทางน้ำนี้ กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พันธมิตรในภูมิภาคยังคงมีข้อสงสัยต่อความยั่งยืนของข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น
· ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและนอกภาคการผลิตเดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ (CPI) เดือน มิ.ย. 69

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 19 – 25 มิ.ย. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 5.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 73.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 4.86 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 76.91 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลา 60 วัน ส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านชั่วคราวเพื่อปูทางไปสู่ข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การสัญจรทางน้ำในตะวันออกกลางเริ่มฟื้นตัว โดยเรือบรรทุกน้ำมันดิบและเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเริ่มทยอยเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น
ท่ามกลางความพยายามของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาค ทั้งอิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เริ่มกลับมาเสนอขายและวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานอุปทานน้ำมันดิบจากอิหร่านที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันดิบสะสมจำนวนมากที่เก็บไว้ในกองเรือบรรทุกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนและจำกัดการปรับลดลงบางส่วน จากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ที่เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 19 มิ.ย. 69 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 15.1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 743.3 ล้านบาร์เรล