![]()
กระแสข้อถกเถียงเรื่อง “ค่าไฟแพง” และ “บทบาทของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากย้อนไปดูสถิติและข้อมูลทางการล่าสุดของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 แล้วนำมาชำแหละให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ทำไมการแก้ปัญหาค่าไฟอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกตัดแข้งตัดขา กฟผ. ควบคู่ไปกับการเร่งหาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศโดยเร็วที่สุด
และหากนำสถิติตัวเลขเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าจะพบความจริงเชิงโครงสร้าง 3 มิติ ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน ดังนี้
1. ข้อมูลตอกย้ำความจริงว่า “ก๊าซธรรมชาติ” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไทยขาดไม่ได้ เพราะจากข้อมูลสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้าในระบบของ กฟผ. แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ก๊าซธรรมชาติ ครองสัดส่วนสูงถึง 64.41% (คิดเป็นพลังงาน 59,819.80 GWh) จากเชื้อเพลิงทั้งหมดในระบบสะสม 92,875.07 GWh ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 20.20% และถ่านหินอยู่ที่ 14.60%
ตัวเลขนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ก๊าซธรรมชาติคือหัวใจหลักในการขับเคลื่อนไฟฟ้าไทย ดังนั้น ตราบใดที่เรายังคงต้องนำเข้า LNG ราคาแพงจากต่างประเทศมาทดแทนก๊าซในประเทศที่ลดลง ค่าไฟของไทยก็จะต้องผูกติดอยู่กับความผันผวนของราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือ รัฐบาลต้องจริงจังกับการส่งเสริมการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ โดยการ “เร่งเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ทั้งในพื้นที่อ่าวไทยและทะเลอันดามันให้มากขึ้นและเร็วที่สุด” เพื่อดึงก๊าซต้นทุนต่ำในบ้านเราเองขึ้นมาป้อนเข้าสู่ระบบ ลดการพึ่งพา LNG นำเข้าที่มีราคาแพงและควบคุมไม่ได้

2. โครงสร้างจริง จะเห็นว่า กฟผ. ไม่ใช่ “ผู้ผูกขาด” แต่เป็น “ผู้รับแบกภาระ” จากที่มีวาทกรรมโจมตีว่า กฟผ. ผูกขาดการผลิตและโกยกำไรมหาศาล แต่ตัวเลขกำลังผลิตและสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจริงกลับสะท้อนภาพที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะหากมองด้านกำลังผลิตตามสัญญา จากกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 48,852.11 MW เป็นโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพียง 31.02% (15,155.02 MW) ที่เหลือเป็นของภาคเอกชนและต่างประเทศรวมกันเกือบ 70% (IPP 37.17%, SPP 19.05% และต่างประเทศ 12.76%) และหากไปมองด้านการผลิตและซื้อพลังงานไฟฟ้าจริงในระบบไฟฟ้าสะสมรวม 20,341.47 GWh เป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 25.80% (5,247.46 GWh) ขณะที่ไทยต้องรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนสูงถึง 74.20% (15,094.01 GWh)
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทหลักของ กฟผ. ในปัจจุบันไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ กฟผ. ทำหน้าที่เป็น “ผู้รับซื้อและบริหารระบบส่ง” เพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน ยิ่งในยามวิกฤตที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเอกชนและ LNG พุ่งสูง กฟผ. ต้องรับหน้าที่เป็น “กันชน” คอยแบกรับภาระแทนประชาชน (ซึ่งปัจจุบันแบกรับอยู่ราว 35,000 ล้านบาท)

3. รัฐควรต้องเร่งหยุดนโยบายบอนไซ และหันมาสนับสนุน กฟผ. ให้โตได้แล้ว เพราะเมื่อเห็นตัวเลขแล้วว่า กฟผ. ผลิตเองแค่ 1 ใน 4 แต่ต้องรับภาระดูแลระบบสายส่งทั่วประเทศ รัฐบาลจึงไม่ควรมีนโยบายตัดแข้งตัดขาหรือสกัดกั้นไม่ให้ กฟผ. มีงบประมาณในการเติบโต
เพราะกลไกกำไรของ กฟผ. ถูกล็อกเพดานไว้ไม่เกิน 5% โดยกำไรส่วนเกินจะถูกนำไปลดค่าไฟให้ประชาชนทันที ส่วนกำไร 5% แรกก็ถูกนำส่งคืนคลังเป็นงบประมาณแผ่นดิน 2.5% และนำกลับมาใช้ลงทุนขยายโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า (สายส่ง) อีก 2.5% เพื่อรองรับพลังงานสะอาดในอนาคต การปล่อยให้ กฟผ. มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรไปลงทุนพัฒนาระบบสายส่ง จึงเท่ากับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพของคนไทยในระยะยาว
ตัวเลขสถิติชุดนี้ เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ปัญหาค่าไฟแพงจะแก้ด้วยการกดดันให้การไฟฟ้ารับภาระไปเรื่อยๆ หรือบีบให้รัฐวิสาหกิจอ่อนแอลงไม่ได้ ตราบใดที่โครงสร้าง 64.41% ของประเทศยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ

ดังนั้น รัฐบาลต้องมุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือการเดินหน้าปลดล็อก เร่งเปิดให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและอันดามันอย่างเต็มสูบ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ กฟผ. มีความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์ในการบริหารระบบส่ง ประเทศไทยถึงจะหลุดพ้นจากกับดักค่าไฟแพงได้อย่างแท้จริงครับ