บอร์ด รฟท.ส่งเรื่องหารืออัยการสูงสุดชี้ขาดบอกเลิกสัญญาอิตาเลียนไทยฯ เหตุเครนถล่ม

Loading

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรฟท. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมรับทราบผลสรุปรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเครนของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน) ในสัญญา 3-4 หล่นใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาว่า เกิดจากผู้รับจ้างมีความบกพร่องชัดเจนที่ไม่ปฎิบัติงานด้านความปลอดภัย โดยไม่ได้เจ้าหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังความปลอดภัย (Safety/Lookout Man) ประจำอยู่ข้างทางรถไฟในขณะทำงานก่อสร้างตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่สามารถที่จะพิจารณาในการบอกเลิกสัญญาได้

ส่วนสาเหตุของเครนที่หล่นลงมานั้นสันนิษฐานว่า เกิดจากเดือยของอุปกรณ์ PT Bar ที่ยึดไว้หักอยู่ระหว่างการพิสูจน์ซากของทางรฟท. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภาวิศวกร วสท. และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ซึ่งทางรฟท.จะติดตามการทำงานของตำรวจอย่างใกล้ชิดว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร เพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องคดีอาญากับทางผู้รับจ้างต่อไป

อย่างไรก็ตามการบอกเลิกสัญญาจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ซึ่งทางบอร์ด รฟท.และ คณะอนุกรรมการผ่ายกฎหมายของ รฟท.ให้ความเห็นว่า การบอกเลิกสัญญาเป็นคำสั่งทางปกครองจำเป็นต้องหารืออัยการสูงสุด เพื่อให้เกิดความรัดกุมและต้องเป็นธรรมกับอีกฝ่ายด้วย รวมถึงต้องสอดคล้องกับระเบียบ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง มาตรา 103 ทั้งนี้เพื่อให้ได้แนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนต่อไป

นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท.จะส่งเรื่องหารืออัยการสูงสุดในสัปดาห์หน้า เพื่อขอความเห็นว่าข้อมูลผลสรุปรายงานผลการสอบสวนข้อเท้จจริงทั้งหมดสามารถนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ และหากบอกเลิกสัญญาแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เป็นประโยชน์ต่อรฟท.หรือไม่  รวมถึงกรณีที่บอกเลิกสัญญากับทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD ไปแล้วเมื่อมีการเปิดประมูลใหม่ทาง ITD สามารถกลับเข้าร่วมประมูลอีกครั้งได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อได้คำตอบแล้วทางรฟท.จะนำเสนอที่ประชุมบอร์ด รฟท.พิจารณาอีกครั้ง

นายอนันต์ กล่าวว่า เวลานี้ รฟท.ได้สั่งการให้หยุดทำการก่อสร้างรถไฟไฮปีดไทย-จีนในทุกสัญญาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ยกเว้นสัญญา 3-4 ที่เกิดเหตุเครนถล่มได้สั่งให้หยุดงานก่อสร้างจนกว่ากระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและการตรวจสอบใดๆจะเสร็จเรียบร้อย รวมถึงตรวจสอบด้วยว่าเหตุที่เกิดขึ้นกระทบต่อตัวโครงสร้างงานหรือไม่ และมีความปลอดภัยให้สามารถทำงานต่อได้หรือไม่ ซึ่งทางบอร์ด รฟท.ได้ให้ประสานสภาวิศวกรและวสท.ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันสัญญานี้มีความก้าวหน้า 99.5% เหลือแค่ 0.5% เหลืองานวางเซกเมนต์ 18 ช่วง และทำทางรถไฟประมาณ 900 เมตร ส่วนการหาผู้รับจ้างรายใหม่นั้น จากการประเมินเบื้องต้น ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น น่าจะใช้เวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จประมาณ 14 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการในเส้นทางที่เกิดเหตุหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีผลกระทบทำให้ปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางดังกล่าวลดลง จากปกติเต็มทุกที่นั่งก็มีว่างบ้าง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ดังนั้นรฟท.ต้องเร่งหาวิธีเรียกความเชื่อมั่นและความมั่นใจของประชาชนกลับมาเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยเพิ่มมาตรการต่างๆ เช่น การติดตั้ง CCTV เพิ่ม เป็นต้น