ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังผันผวน แม้ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” บรรลุข้อตกลงสันติภาพ

Loading

ไทยออยล์ ชี้ตลาดน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังคงผันผวน หลัง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่าง “อิสราเอล-เลบานอน” ยังดำเนินต่อเนื่อง

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 19 – 25 มิ.ย. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนหลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงไม่แน่นอน แม้จะมีการ ลงนามบันทึกข้อตกลงสันติภาพ ส่งผลให้การผลิตและการส่งออกน้ำมันดิบรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซ และการเดินเรือในพื้นที่มีแนวโน้มเริ่มทยอยฟื้นตัวอีกครั้ง แม้ยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยบางส่วนก็ตาม

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงตึงเครียด และอาจส่งผลให้ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสั่นคลอน นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียของสหรัฐฯ หลังจากสิ้นสุดมาตรการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย

· สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงไม่แน่นอน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะมีการ ลงนามบันทึกข้อตกลงสันติภาพ (MoU) 14 ข้อ ในวันที่ 17 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นประเด็นหลักได้ 5 เรื่อง คือ ด้านการทหาร, ด้านพลังงาน, ด้านความมั่นคง, ด้านการขนส่ง และด้านนิวเคลียร์ ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการ ปูทางไปสู่การเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่มีกรอบระยะเวลาเบื้องต้นที่ 60 วัน ขณะเดียวกัน ข้อตกลงดังกล่าวยังช่วยให้ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวคลายตัวลง จากแนวโน้มการกลับมาเปิดของช่องแคบฮอร์มุซและการอนุญาตให้อิหร่านสามารถกลับมาซื้อขายน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดี

· รายงานของ S&P Global ระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 7 ลำ เรือ LPG 3 ลำ และเรือประเภทอื่นอีก 15 ลำ เริ่มเดินเรือผ่านช่องแคบฮฮร์มุซแล้วเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 18 เม.ย. 69 ทั้งนี้ การฟื้นตัวของการเดินเรือดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงที่จะยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และอิหร่านจะทำการเปิดทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเดินเรือบางรายยังคงกังวลด้านความปลอดภัยจากความเสี่ยงทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซียที่ถูกติดตั้งในช่วงก่อนหน้า ในขณะที่ ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America) คาดการณ์ว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดอาจจะต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งอาจจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในระยะแรกนี้

· อย่างไรก็ดี สถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ยังคงตึงเครียด หลังจากอิสราเอลได้เผยแผนที่การปฏิบัติการทางทหารฉบับใหม่ ซึ่งแสดงถึงการขยายพื้นที่ปฏิบัติการขึ้นไปทางเหนือของแม่น้ำลิทานี (Litani) เข้าใกล้ฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มากขึ้น ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอนตอนใต้ แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในเลบานอนก็ตาม ซึ่งความตึงเครียดนี้อาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสั่นคลอน

· กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยุติมาตรการผ่อนผันการคว่ำบาตรต่อน้ำมันดิบจากรัสเซีย หลังจากไม่มีการประกาศขยายอายุของการผ่อนผันการคว่ำบาตรดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดอายุเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการขยายอายุของการผ่อนผันมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ มาตรการผ่อนผันดังกล่าวเป็นมาตรการเพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อขายน้ำมันรัสเซียได้ชั่วคราวเพื่อลดความตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบโลกในช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯ ไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนผันดังกล่าว อาจสะท้อนทิศทางการกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างเข้มงวดมากขึ้น

· ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีจีดีพี ไตรมาส 1 ปี 69 จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก และดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) เดือน พ.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือน มิ.ย. 69

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 12 – 18 มิ.ย. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 10.54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 79.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 10.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 81.77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าตลาดน้ำมันในปี 2027 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะล้นตลาด โดยอุปทานโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 8.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ อุปสงค์เพิ่มขึ้นเพียง 2.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และประเทศอื่นยังคงทยอยปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุปทานที่หายไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯ ที่รายงานโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 มาอยู่ที่ 758.5 ล้านบาร์เรล ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 มิ.ย. 69 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1985

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามการฟื้นฟูการผลิตและการส่งออกน้ำมันของประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง หลังจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รวมถึงจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่จะทยอยกลับเข้าสู่ภูมิภาคในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี การผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ 9.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน พ.ค. 69 ต่ำกว่าโควตา OPEC+ ราว 0.69 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน