![]()
BPP ยันธุรกิจยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิด ขณะที่เดินหน้าบริหารจัดการ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหิน (BLCP-HPC) เต็มกำลัง เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทย ช่วยเฉลี่ยต้นทุนค่าไฟ เล็งหารือ “รัฐ” ดันต่ออายุโรงไฟฟ้า BLCP ขณะที่ปี2569 เดินหน้าแผนควบรวม “บ้านปู” ปรับพอร์ตสู่ธุรกิจ Power+ รับดีมานด์พลังงานโลกพุ่ง จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ลุยขยายการลงทุนพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน ในสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น วางงบลงทุนรวมกลุ่มบ้านปู 3,000 ล้านดอลลาร์ฯ ใน 5 ปี ผลักดันพลังงานแห่งอนาคต
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนนำไปสู่ความผัวผวนต่อราคาพลังงานทั่วโลกนั้น บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนของไทย แม้ว่าในระยะสั้นจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมศึกษาแผนรับมือในระยะกลางเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ระบุว่า เท่าที่ประเมินความเสี่ยงจากสงครามในระยะสั้น ยังไม่กระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่บริษัทเข้าไปลงทุน ทั้งในสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และไทย เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบ
โดยในประเทศไทย และ สปป.ลาว มี 2 โรงไฟฟ้าสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย คือ โรงไฟฟ้า BLCP และโรงไฟฟ้า HPC (หงสา) เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในแง่ของซัพพลายถ่านหิน โรงไฟฟ้า BLCP ในประเทศไทย ใช้ถ่านหินนำเข้าจากออสเตรเลีย และมีการทำสัญญาซื้อขายถ่านหินในระยะยาวจึงไม่มีผลกระทบทั้งในแง่ของซัพพลายและราคา ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ใน สปป.ลาว เป็นโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าเหมืองถ่านหิน จึงไม่ได้รับผลกระทบทั้งในแง่ของซัพพลายและราคาเช่นกัน
อีกทั้ง 2 โรงไฟฟ้าดังกล่าว ได้รับการประสานงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง เพื่อช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศไทยในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตต้นทุนราคาก๊าซฯนำเข้าปรับสูงขึ้น ก็จะเข้ามาช่วยเฉลี่ยต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศไทยได้ และในปีนี้ บริษัทจะเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าออกไปก่อน เพื่อรักษาความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้ารองรับต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) และสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
“โรงไฟฟ้า BLCP และโรงไฟฟ้า HPC คิดเป็น 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งบริษัทมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าและเสถียรภาพค่าไฟ ให้กับประเทศไทยในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตพลังงาน โดยโรงไฟฟ้า BLCP ที่จะสิ้นสุดสัญญารับซื้อไฟฟ้าลงในปี 2575 นั้น ก็เป็นโอกาสที่บริษัท จะหารือกับทางกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาต่อสัญญาโรงไฟฟ้า BLCP ในอนาคต เพราะถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าหลักที่สำคัญต่อการช่วยรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ อีกทั้งโรงไฟฟ้า BLCP แม้จะใช้งานมาแล้ว 17- 18 ปี แต่ประสิทธิภาพของเครื่องจักรยังดีอยู่ และถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้ 30-40 ปี ขณะที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปัจจุบันต่ำว่า 2 บาทต่อหน่วย ฉะนั้น โรงไฟฟ้า BLCP จะยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต”

ส่วนการลงทุนของบริษัทในจีน ก็ไม่ได้อ่อนไหวต่อสถานการณ์โลกมากนัก ขณะที่ธุรกิจในสหรัฐฯ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ในรัฐเท็กซัส (Temple I & II) ซึ่งเชื้อเพลิงก๊าซฯ ไม่ได้นำเข้า และราคาก๊าซยังไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนญี่ปุ่น เป็นพลังงานหมุนเวียน ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น แม้ว่าในระยะสั้นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท ทั้งในแง่ของซัพพลายและราคา แต่ก็ไม่ประมาท และเฝ้าติดตามสถานการณ์ พร้อมตั้งคณะทำงานติดตาม ประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 บริษัท ประเมินว่า ความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนชัดจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578 ดังนั้น การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale
ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ในรัฐเท็กซัส โดยเป็นโครงการแรกของบริษัทในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีไฮไลท์ การดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
• การผลิตไฟฟ้า (Generation): โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วน 10%
ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และ โรงไฟฟ้า BLCP ในไทย ยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ 85% และ 89% ตามลำดับ
รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ผ่านการขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนจำนวน 130 ล้านบาท
• การกักเก็บพลังงาน (Storage): ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยได้ลงทุนในโครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2570
สำหรับญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 ส่วนโครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) กำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง และการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) กำลังไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังคงดำเนินการตามแผนซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571

•การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading): มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่นจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) ที่อ้างอิงตลาด ERCOT โดยดำเนินการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Proprietary Trading)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ‘Cotton Cove’ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง

สำหรับแผนการควบรวมกิจการกับ “บ้านปู” หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบบริษัทกับบ้านปู ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (dissenting shareholders) และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทและบ้านปู และภายในไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทจะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนบริษัทใหม่และนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดย BPP ในฐานะกลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู วางโรดแมปขับเคลื่อนธุรกิจสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบ้านปูในระยะยาว รวมถึงส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงให้แก่ลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2G
“กลุ่มบ้านปู ได้วางงบลงทุนรวม 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 5 ปี เน้นลงทุนธุรกิจพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยปีนี้จะโฟกัสการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Power+ และการลงทุนหลักในสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น”