![]()
สนพ. คาดแผน PDP 2026 เสร็จ ส.ค.- ก.ย.นี้ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ ‘SMR-Direct PPA’ ตอบโจทย์ลดโลกร้อน ด้าน กฟผ. ปรับบทบาทสู่ Ecosystem Connector ดันไฟสีเขียวดึงทุน Data Center ขณะที่ BGRIM ชู Smart Grid หัวใจเสริมความมั่นคงระบบพลังงานไทย สู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สิ่งสำคัญคือการจัดทำแผน PDP 2026 แผนพลังงานประเทศแบบยั่งยืน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต การส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ในเครือเนชั่น กรุ๊ป จึงได้จัดสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 โดยเชิญผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ และผู้นำองค์กรชั้นนำของไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคพลังงาน สถาบันการเงิน ภาคอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี เพื่อวางทิศทางพลังงานไทยพร้อมโอกาสการลงทุนใหม่ และร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) บรรยายในหัวข้อ “อนาคตพลังงานไทยภายใต้ PDP 2026” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สุด คือ ไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม (electrification) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ โดยการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ได้รับแรงกดดันจากติกาโลก และอนาคตของพลังงานไทยที่ต้องปรับเปลี่ยน
ขณะที่การสร้างสมดุล (Balance) และความยั่งยืน (Sustainability) ที่เดิมเคยมองว่าในมุมรูปสามเหลี่ยม ได้แก่ มั่นคง ราคาถูก สิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันเรื่องความยั่งยืนต้องมาก่อน ดังนั้น จะต้องสร้างความสมดุลเรื่องของความมั่นคง สร้างสมดุลเรื่องของต้นทุน โดยพลังงานสะอาดถูกจริง หากเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เอง แต่ต้องไม่ลืมว่ามีภาระของระบบที่จะต้องคอยสนับสนุนอยู่
“การจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด จะต้องมีแรงขับเคลื่อนซึ่งปัจจุบันคงหนีไม่พ้นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) โดยเข้าใจว่าภาคเอกชนเองมีการปรับตัวก่อนภาครัฐมาก พยายามลดต้นทุนสินค้า และบริการ ซึ่งเรื่องของคาร์บอนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ซีเรียส (Seriously) ขณะที่วันนี้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดถูกลงมาก เช่น โซลาร์”

อย่างไรก็ดี ความมั่นคงของแผน PDP 2026 จะต้องมีเกณฑ์วัดความมั่นคง LOLE และกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% รวมถึงมีนวัตกรรมใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก หรือเรียกได้ว่าจะเข้ามาเป็นพระเอก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับรัฐบาล ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเป็นผู้ผลิตเองใช้เอง หรือแม้กระทั่งขายกันเอง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ก็คือโจทย์ใหญ่ หรือยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ที่แบตเตอร์รี่สามารถจ่ายไฟกลับเข้ามาในระบบ ก็เปรียบเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าชนิดหนึ่งได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะเสนอเรื่องของ Direct PPA การเตรียมเปิดเรื่องของ Third Party Access ทั้งหมดคือเรื่องของกระแสการเปิดเสรี ซึ่งจะอยู่ในแผน PDP 2026 ด้วย
“แผนPDP ฉบับใหม่ ยังไม่ตกผนึกในคณะอนุกรรมการ PDP ซึ่งยังมีความคิดเห็นที่หลากกลาย แต่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เพื่อรองรับความมั่นคง ต้องไม่ต่ำกว่า 30% ส่วนรัฐจะให้ กฟผ.บริหารจัดการอะไรเพิ่มมากขึ้นก็อยู่ที่นโยบาย โดยแผนPDP ใหม่ได้ปรับพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ไทยจะเติบโตเฉลี่ยตลอดแผนกว่า 2% แต่ไม่ถึง 2.5% อย่างไรก็ตาม แผนPDP ฉบันใหม่จะต้องนำไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หลังจากแผนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาแล้ว เบื้องต้นค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนต้องไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย คาดว่าแผนเสร็จภายใน สิงหาคม หรือ กันยายน ปีนี้”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บรรยายในหัวข้อ “ความมั่นคงพลังงานไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน” โดยระบุว่า ความมั่นคงด้านพลังงานยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การมีไฟฟ้าใช้เพียงพอ แต่ต้องครอบคลุมถึงความต่อเนื่อง เสถียรภาพของระบบ และราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก
ปัจจุบัน กฟผ. ได้ปรับบทบาทสู่การเป็น Ecosystem Connector คือ การยกระดับจากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่การเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดย กฟผ. พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและมั่นคงของประชาชนผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนธุรกิจเข้าด้วยกันในระบบนิเวศพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนเพื่อเป็นรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต
ปัจจุบัน ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งในแง่การออกแบบโรงไฟฟ้าที่ต้องพิจารณาปัจจัยมากขึ้นกว่าเดิม และการบริหารจัดการแผนการเดินเครื่องที่ต้องเปลี่ยนจากระบบคงที่ไปสู่ระบบไดนามิกแบบเรียลไทม์ เนื่องจากพลังงานทดแทนมีความผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสถียรของระบบกลายเป็นเงื่อนไขที่ยอมประนีประนอมไม่ได้
ทั้งนี้ เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทน กฟผ. ได้พัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ Renewable Energy Forecast Center ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียมและสภาพอากาศเข้ากับข้อมูลการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์กำลังผลิต ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถเตรียมโรงไฟฟ้าสำรองได้ล่วงหน้า ในกรณีที่พลังงานทดแทนผลิตได้ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ ควบคู่กับการพัฒนา Disturbance Analysis Center เพื่อติดตามและบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจส่งผลให้ไฟฟ้าตกหรือไฟดับ นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งแบตเตอรี่และอุปกรณ์ใหม่เพื่อรองรับความผันผวนและเสริมความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าโดยรวมรองรับการเข้ามาของพลังงานทดแทนที่มากขึ้นในอนาคต

ขณะที่การรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC หรือ ภาคตะวันออก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ กฟผ. ได้เร่งพัฒนาโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าทั้งเพื่อรับซื้อพลังงานทดแทนในประเทศ และเชื่อมโยงรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว โดยในบางส่วนของโครงการสามารถพัฒนาได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ ส่งผลให้สามารถจ่ายไฟเพิ่มให้กับพื้นที่ EEC ได้แล้วประมาณ 550 เมกะวัตต์
ส่วนในมิติของการเปิดเสรีพลังงานสีเขียว กฟผ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานทดแทนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า รองรับทั้งอัตราค่าไฟฟ้าพลังงานสีเขียวแบบ UGT1 ที่ไม่เจาะจงแหล่งที่มา ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และ UGT2 แบบระบุแหล่งที่มาชัดเจนซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานสะอาดแท้จริง
นอกจากนี้ กฟผ. ยังวางแผนนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ทั้งในการวางแผนพลังงานและการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมพัฒนาระบบ Smart Data เพื่อบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าผ่านกลไก Demand Response ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีค แต่ในอนาคตจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ควบคู่กับการบริหาร Virtual Power Plant ที่รวมแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายประเภทเข้าไว้ในระบบเดียวกัน

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM บรรยายในหัวข้อ “Smart Grid ทางออกและความยั่งยืนพลังงานไทย” โดยระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ หรือ Smart Grid คือ สารตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการนำประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน
โดยการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอย่างมีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตพลังงาน เช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ (Blackout) ในประเทศสเปนและโปรตุเกสเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจนถึงช่วงบ่าย
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานผ่านระบบ Smart Grid จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
โดย Smart Grid ในนิยามที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ
- ความสามารถในการมองเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและพยากรณ์อากาศเพื่อวางแผนจัดการพลังงาน
- ความทนทานของระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพและลดโอกาสการเกิดไฟฟ้าดับ
- ความยืดหยุ่นในการรองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบทั้งจากฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
- ความยั่งยืนที่ต้องมองภาพรวมในระยะยาวของประเทศ
ปัจจุบันรูปแบบการจัดการพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบทางเดียวในอดีต ที่เป็นการส่งไฟฟ้าจากผู้ผลิตผ่านสายส่งและสายจำหน่ายไปสู่ผู้ใช้ ไปเป็นรูปแบบ “Power Matrix” ที่มีการบริหารจัดการในระดับจังหวัด ชุมชน และครัวเรือน โดยมีศูนย์จัดการพลังงาน (Grid Management Center) เป็นตัวกลางในการดูแลความมั่นคงและสร้างตลาดที่มีการแข่งขันได้ในอนาคต
การขับเคลื่อนนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาแหล่งพลังงานที่หลากหลายทั้งพลังงานหลักและพลังงานทดแทน ,การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กหรือ Microgrid ในระดับพื้นที่, การนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้เพื่อสร้างความเสถียร,การติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและป้องกันการลักลอบใช้ไฟ ,การใช้ระบบสื่อสารความเร็วสูง 5G เชื่อมต่อโครงข่าย และการใช้ระบบประมวลผลอัจฉริยะผ่าน Energy Management System และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในภาพรวม

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการมีระบบ Smart Grid ที่สมบูรณ์มี 4 ด้านหลัก คือ การสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าตกหรือดับจากการเข้ามาของพลังงานทดแทนจำนวนมาก การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ PM 2.5 การสร้างตลาดพลังงานที่มีความเป็นธรรมด้วยกลไกราคาแบบ Dynamic Pricing และราคาตามช่วงเวลาการใช้ (Time of Use Rate) แทนที่การใช้ค่าไฟฟ้าคงที่เพียงอย่างเดียว และการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Peer to Peer ข้ามโรงงานหรือข้ามพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain
ในส่วนของภาคธุรกิจ บี.กริม เพาเวอร์ ได้พัฒนาต้นแบบ Smart Grid ในนิคมอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปี โดยมีการผสมผสานทั้งโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำ เข้ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและระบบแบตเตอรี่ ปัจจุบัน บริษัทได้สร้างโครงข่าย Smart Grid ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยระยะทางรวม 216.76 กิโลเมตร ครอบคลุม 11 นิคมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย รองรับกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาสู่ Smart City, Data Center และระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)
อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาทั้งในระบบสายส่งและสายจำหน่ายเพื่อลดปัญหาคอขวดในการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพื้นที่ รวมถึงการยกระดับสถานีไฟฟ้าและหม้อแปลงให้เป็นระบบอัจฉริยะ (Grid Modernization) รวมถึง ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือ อย่างบูรณาการจากหน่วยงานนโยบายอย่างกระทรวงพลังงาน หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อวางแผนและเรียนรู้จากประสบการณ์ระดับสากล นำไปสู่การจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทยในปี 2050